วันพุธที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2553

เซ็กส์เอื้ออาทร

เซ็กส์เอื้ออาทร

by : อับดุชชะกูร์ บินชาฟิอีย์
IP : (61.91.95.77) - เมื่อ : 8/03/2006 09:50 AM

ด้วยพระนามของอัลลอฮ.ผู้ทรงเมตตากรุณาเสมอ ขอความสันติสุขจงมีแด่ศาสดามูฮัมมัดและผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีแด่ ผู้อ่านทุกท่าน

จาก การสำรวจทัศนคติของปัญญาชนซึ่งถือว่าเป็นมันสมองของชาติ เมื่อเร็วๆนี้ เกี่ยวกับเรื่อง เพศ นับว่าเป็นสิ่งที่น่าห่วงมากกับอนาคตประเทศไทย ในการสำรวจครั้งนี้ พบว่า ทัศนคติของการมีแฟนของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชน ถือ เป็นเรื่องสำคัญ การมีคู่ก่อนแต่งงานเป็นสิ่งจำเป็น เป็นการเพิ่มสีสันให้ชีวิตทำให้รู้สึกมี คุณค่า เป็นสิ่งที่สังคมต้องการ หากไม่มีคู่หรือแฟนเป็นสิ่งที่น่าอาย

นัก ศึกษาไม่ว่าชายหรือหญิงต่างมีทัศนะว่า ความบริสุทธิทางเพศไม่ใช่เรื่องสำคัญและหากเกิดพลาดพลั่งต้องท้องก็สามารถทำ แท้งโดยไม่รู้สึกอาย ส่วนวัยรุ่นหญิงในโรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยอมรับว่ามีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่ง งาน ในขณะที่นักเรียนระดับมัธยมศึกษามีทัศนะว่า การมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนไม่ใช่เรื่องเสียหาย การโอบกอดระหว่างชายหญิงในที่สาธารณะเป็นเรื่องที่ยอมรับได้

การมี เพศสัมพันธ์อีกรูปแบบหนึ่งที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นเมืองใหญ่ๆคือ สวิง กิ้งหรือเซ็กซ์เอื้ออาทร ซึ่งหมายถึงการมีชายและหญิงมาทำกิจกรรมทางเพศร่วมกันโดยจะ เป็นชาย 2 คนหญิง1คน หรือหญิง2คน ชาย1คน แล้วแต่รสนิยม หรือความสมัครใจ โดยจะทำกิจกรรมในรูปแบบชมรม เช่น ชมรมสวิ้งกิ้ง กลุ่มนางฟ้าโล่เงิน เป็นต้น

ปัญหาเหล่านี้กำลังรุกลามอย่างรวดเร็วในเมืองใหญ่ๆและสักวัน หนึ่งอาจจะเข้า ชนบทไทยอย่างง่ายได้ก็เป็นได้เพราะความเจริญด้านวัตถุแบบสุดโต่ง จนลืมการพัฒนา ด้านจิตใจ คุณค่าด้านจิตวิญญานและขาดความเข้าใจของคำว่า มนุษย์ว่าจะต้องพัฒนา ทั้ง 2 ภาค ส่วน ทั้งทางด้านกายและจิตใจ ควบคู่กันไปอย่างสมดุลย์หากพัฒนาด้านหนึ่ง ด้านใดมากกว่าชีวิตมนุษย์ก็ไม่สมบูรณ์และสมดุลย์

ปัญหาของวัยรุ่น เกี่ยวกับเรื่องเพศคงจะไม่ถึงขั้นนี้หากทุกคนอยู่ในกรอบทาง ศาสนา เพราะบทบัญญัตของศาสนาไม่ว่าพุทธหรืออิสลาม ก็ห้ามในเรื่อง ผิดประเวณี การผิดประเวณีเป็นการทำผิดในศีล 5 , การซีนา (ผิดประเวณี ในอิสลาม) ถือเป็น บาป ใหญ่ และผู้ล่วงละเมิดก็จะถูกลงโทษโดยการถูกโบยถึง 100 ครั้งและถูกประนามต่อหน้า ชุมชนอีกต่างหาก

ดังนั้นสิ่ง หนึ่งที่ควรจะ รณรงค์ คือ คุณค่าของคุณธรรม จริยธรรม และ การ ปฏิบัติตามหลักศาสนาที่ตนนับถือ โดยปลูกฝังเป็นรูปธรรมควบคู่กับวิชาการในสถาน ศึกษาในทุกระดับทั้งประถม มัธยมและมหาวิทยาลัย สุภาษิตของผู้เฒ่าคนโบราณจะต้อง ช่วยรณรงค์ให้มากขึ้นในสังคมในเรื่องความรักเนื้อสงวนตัว ถึงแม้จะเป็นเรื่องยาก

ความรักต่อผู้ปกครอง ความกตัญญูต่อพ่อแม่ในแง่ของหลักปฏับัติในชีวิตประจำ วันจนเป็นนิสัยไม่ใช้สร้างภาพ "ให้ดอกมะลิปีละครั้งแลวก็จบ" จะ ต้องได้รับการรณรงค์ทุก ภาคส่วน โดยรัฐบาลและสื่อที่มีอิทธิพลต่อวัยรุ่น จะเป็นเกราะกำบังอีกตัวหนึ่งให้กับวัยรุ่น ในเรื่องเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันสมควร (ก่อนแต่งงานอย่างถูกต้องตามหลักประเพณีทาง ศาสนาหรือกฎหมาย)

ผมอยู่ชนบทสิ่งหนึ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองใน ชนบทใฝ่ฝันมากที่สุด คือ การมีการ ศึกษาของลูกโดยเฉพาะในสถาบันดังๆแต่สิ่งหนึ่งที่ผู้ปกครองทุกคนกังวลเช่นกัน คือ ความบริสุทธิ์จากการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งของลูกที่ผู้ปกครองรับไม่ได้ หากลูกๆเข้าใจ หัวอกของพ่อแม่ ผู้เขียนคิดว่า ลูกๆคงไม่ทำให้ท่านผิดหวังอย่างแน่นอนโดยเฉพาะหัวอก ของผู้เป็นแม่ที่มีความรักต่อลูก


ที่มา http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=104

การขุดศพและชันสูตรศพในมุมของนักวิชาการมุสลิม : กรณีศึกษา การตายที่ไม่ปกติ

การขุดศพและชันสูตรศพในมุมของนักวิชาการมุสลิม : กรณีศึกษา การตายที่ไม่ปกติ

by : อับดุชชะกูร์ บินชาฟิอีย์



บทนำ

การขุดศพเพื่อชันสูตรที่ได้ฝังไปแล้วหรือการชันสูตรศพของมุสลิมที่พึ่ง เสียชีวิตตามปกติแน่นอนตามหลักศาสนาอิสลามและมติของบรรดาปราชญ์มุสลิมทั้ง อดีตและปัจจุบันย่อมทำไม่ได้เพราะตามหลักศาสนาตั้งบนพื้นฐานการให้เกียรติ และคุ้มครองคุณค่าอันสูงส่งของความเป็นมนุษย์ ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่ในช่วงแห่งการมีชีวิตอยู่เท่านั้น ในสภาวะไร้วิญญาณเหลือแต่เพียงเรือนร่างเปลือยเปล่าที่อาจดูไม่งามตานัก

ศาสนาอิสลามก็ยังคงถือว่า เกียรติยศ และความประเสริฐในการเป็นมนุษย์ยังคงมีอย่างสมบูรณ์ กฎเกณฑ์ต่างๆในการปฏิบัติต่อผู้ตาย ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำศพ การห่อ การละหมาดขอพรและการฝังศพจึงได้บัญญัติขึ้นเป็นหน้าที่ (1ฺ) ในชุมชนหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ในการจัดการศพที่ได้เสียชีวิตตามขั้นตอนที่ได้ระบุไว้ตามหลักนิติศาสตร์อิส ลาม นอกจากนั้นในการจัดการศพทุกขั้นตอน จะต้องคอยระมัดระวังมิให้กระทบกระเทือนหรือเกิดอันตรายต่อศพ ต้องให้เกียรติต่อศพตามความเหมาะสมภายใต้เจตนารมณ์ของพระเจ้าดังที่พระองค์ ได้ดำรัสความว่า

"และเรา (พระเจ้า)ได้ให้พวกเขา (มนุษย์) เลอเลิศเหนือกว่าสรรพสิ่งอันมากมายที่เราได้ดลบันดาลอย่างล้นเหลือ" (2)
ศาสดามุฮัมมัดได้ตรัสไว้ความว่า "การหัก กระดูกของผู้ตายเปรียบเสมือนการหักกระดูกผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่" (3)
ในขณะเดียวกันตามหลักศาสนาต้องรีบจัดการศพและห้ามมิให้เก็บศพไว้นานเพราะ ท่านศาสดามุฮัมมัดได้ตรัสไว้ความว่า"เมื่อมีบุคคลหนึ่งเสียชีวิต เจ้าจงอย่าอย่ากักขังศพ ทว่าจงรีบนำศพสู่หลุมฝังศพโดยเร่งด่วน" (4์)
นี่คือหลักการเกี่ยวกับศาสนาเกี่ยวกับการจัดการศพตามภาวะปกติ แต่ในกรณีที่ต้องการหรือมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการขุดศพเพื่อชันสูตรศพและ การชันสูตรศพของมุสลิมที่พึ่งเสียชีวิตเพื่อพิสูจน์การฆาตกรรม การเปิดโปงความอยุติธรรมเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมและข้อกังขาของญาติและสังคม นั้นนักวิชาการอิสลามในแต่ละประเทศอนุโลมให้กระทำได้


(1) หลักศาสนาอิสามเรียกว่าฟัรดูกิฟายะฮ
(2) อัลกุรอาน : บทอัลอิสรออฺ :ประโยคที่ 70

(3) วจนะศาสดามุฮัมมัด : บันทึกโดยอิม่ามดาวุด หมายเลข 3207
(4) วจนะศาสดามุฮัมมัด : บันทึกโดยอิม่ามอัฏฏอบรอนีย

2. ทัศนะนักวิชาการโลกมุสลิมเกี่ยวกับการขุดศพเพื่อชันสูตร


จากการศึกษาทั้งคัมภีร์อัลกุรอานและวัจนะศาสดาเกี่ยวกับการขุดศพเพื่อ ชันสูตรและ การชันสูตรศพของมุสลิมที่พึ่งเสียชีวิตเพื่อเหตุผลข้างต้น ปรากฏว่าไม่พบหลักฐานใดๆที่ระบุชัดเจนถึงการห้ามหรืออนุมัติในการกระทำดัง กล่าว อีกทั้งยังไม่พบหลักฐานใดๆยืนยันแน่ชัดว่ามุสลิมยุคแรกทำการชันสูตรศพเหมือน ที่เป็นอยู่ในสมัยปัจจุบัน
จากเหตุผลดังกล่าวทำให้นักวิชาการอิสลามปัจจุบันมีทรรศนะแตกต่างกัน สองทัศนะ คือ

หนึ่ง ไม่อนุญาตให้ทำการดังกล่าวโดยมีเหตุผลดังนี้
ศาสนาตั้งบนพื้นฐานการให้เกียรติและคุ้มครองคุณค่าอันสูงส่งของความเป็น มนุษย์ ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่ในช่วงแห่งการมีชีวิตอยู่เท่านั้น ในสภาวะไร้วิญญาณ ศาสนาอิสลามก็ยังคงถือว่า เกียรติยศและความประเสริฐในการเป็นมนุษย์ยังคงมีอย่างสมบูรณ์
กฎเกณฑ์ต่างๆในการปฏิบัติต่อผู้ตาย จะต้องคอยระมัดระวังมิให้กระทบกระเทือนหรือเกิดอันตรายต่อศพ ต้องให้เกียรติต่อศพตามความเหมาะสมเพราะพระเจ้าได้ดำรัสความว่า

"และเรา (พระเจ้า) ได้ให้พวกเขา (มนุษย์) เลอเลิศเหนือกว่าสรรพสิ่งอันมากมายที่เราได้ดลบันดาลอย่างล้นเหลือ" (1)
ศาสดามุฮัมมัดได้ตรัสไว้ความว่า "การหัก กระดูกของผู้ตายเปรียบเสมือนการหักกระดูกผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่" (2)
ท่าน ศาสดามุฮัมมัดยังได้ตรัสอีกไว้ความว่า ท่าน จงอย่าทำร้ายศพ (3)

ดังนั้น การขุดศพ และการชันสูตรศพจึงเป็นการทำร้ายศพ และไม่ให้เกียรติศพในขณะที่การชันสูตรศพนำปสู่ความล่าช้าในการจัดการศพที่ ต้องการเร่งรีบไปรับผลบุญที่ศพจะได้รับในโลกหน้าเป็นการค้านกับวัจน
ศาสดา ที่ท่านได้ได้ตรัสไว้ความว่า "เมื่อมี บุคคลหนึ่งเสียชีวิต เจ้าจงอย่าอย่ากักขังศพ ทว่าจงรีบนำศพสู่หลุมฝังศพโดยเร่งด่วน" (4)

ทัศนะดังกล่าวเป็นทัศนะของนักวิชาการมุสลิมร่วมสมัยบางท่านเช่นชัยคฺมุฮัม มัด ซะกะริยา อัลกันดาฮารีย์ , ชัยคฺมุฮัมมัดบูรฮานุดดีน อัลสันบาฮารีย์ , ชัยคฺมุฮัมมัด บะเคียต , ชัยคฺอัลอารอบีย์ อบูอิยาด อัฏเฏาะบาคีย์และ ชัยคฺมุฮัมมัด อับดุลวะฮฺฮาบ (5)

สอง อนุญาตให้ทำการกระทำดังกล่าวโดยมีเหตุผลดังนี้

เป็นทัศนะส่วนใหญ่ของนักวิชาการโลกมุสลิมร่วมสมัยมากมายเช่น ชัยคฺ ยูซุฟ อัลดะญาวีย์ , ชัยคฺฮุซัยคฺ มัคลูฟ , ชัยคฺอิบรอฮีม อัลยะกูบีย์ , ชัยคฺดร.มุฮัมมัด ซะอีด รอมาฎอน อัลบูฏีย์ , ชัยคฺดร.มะห์มูด นาซิม นุซัยมีย์ และชัยคฺดร. มะห์มูด อาลี อัซัรฏอวีย์ (6) ได้ อนุโลมการชันสูตรศพโดยให้เหตุผลในภาพรวมว่า ในภาวะปกติความเป็นจริงศาสนาให้เกียรติและคุ้มครองคุณค่าอันสูงส่งของความ เป็นมนุษย์ ไม่ว่ามนุษย์จะมีชีวิตหรือเสียชีวิต ซึ่งเป็นหน้าที่ ของผู้มีชีวิตในชุมชนหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบร่วมกันในการจัดการศพที่ได้เสีย ชีวิตตามขั้นตอนที่ได้ระบุไว้ตามหลักนิติศาสตร์อิสลามทุกประการตามหลักฐาน ที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นไม่ว่าจะเป็นหลักฐานจากคัมภีร์อัลกุรอาน และวัจนศาสดา ดังนั้นการขุดศพเพื่อชันสูตรที่ได้ฝังไปแล้วหรือการ ชันสูตรศพของมุสลิมที่พึ่งเสียชีวิต เป็นสิ่งต้องห้าม โดยมติของปวงปราชญ์แต่หากสถานการณ์มีความจำเป็น เช่นเห็นคุณประโยชน์อันใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้นทั้งในแง่การดำเนินคดี และในทางการแพทย์จึงอนุโลมให้ทำการชันสูตรพลิกศพเป็นกรณีพิเศษ ที่จำเป็นจริงๆ และได้รับการยินยอมจากผู้ปกครองของศพ ทั้งการชันสูตรจะต้องเอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของผู้รู้ทางศาสนาอิสลาม และการปฏิบัติต้องเป็นไปอย่างนิ่มนวลละมุนละไม ให้ความเคารพและเกียรติศพพร้อมทั้งต้องระมัดระวังไม่กระทำใดๆ อันเป็นการลบหลู่เกียรติยศของศพและเมื่อเสร็จสิ้นการชันสูตรแล้วให้รีบรวบ รวมชิ้นส่วนของศพทั้งหมดเพื่อนำไปฝังตามหลักการศาสนาที่สำคัญมีคำวินิฉัย (ฟัตวา) ของสถาบันและนักวิชาการในโลกมุสลิมมากมาย ยืนยัน (7) เช่น

1. สถาบันปราชญ์อาวุโสของประเทศซาอุดิอารเบีย (ในมติ การประชุมครั้งที่ 9 หมายเลข 47 ลงวันที่ 14 เดือน ชะฮฺบาน ปี ฮิจเราะห์ศักราชที่ 1396)
2. ศูนย์นิติศาสตร์อิสลาม ของสันนิบาติชาติมุสลิม (ใน มติการประชุมครั้งที่ 10 ประจำเดือน เศาะฟัร ปีฮิจเราะห์ศักราช1408) ใน มติการประชุมครั้งที่ 10
3. สำนักงานสภาการวินิฉัยของอัลอัซฮัรฺ ประเทศ อียิปต์ (ปี ค.ศ.1951 และวันที่29 เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1971)
4. สำนักงานวินิฉัยประเทศอียิปต์ (วินิฉัยโดยมุ ฟตีอียิปต์สมัยต่างๆ ดังนี้ - ชัยคฺ อับดุลมาญีด ซาลีม หมายเลขข้อวินิฉัยที่ 639 ลงวันที่ 26 ชะฮฺบาน ฮ.ศ. 1356 - ชัยคฺ หุซัยนฺ มัคลูฟ วินิฉัยเมื่อปี ค.ศ. 1951)
5. คณะกรรมการถาวรการวิจัยและวินิฉัยประเทศซาอุดิอารเบีย (ในมติการประชุม วันที่ 21 กรกฎาคม ค.ศ. 1936)
6. คณะกรรมการสภาวินิฉัย ประเทศ จอร์เดน (ลงวันที่ 20 เดือนญะมะดิลอาคิรฺ ฮ.ศ.1397)
7. อายาตุลลอฮฺ ซัยยิด อัซซัยตานีย์ ผู้นำชีอะห์ในอิรัค
8. ดร.อะห์หมัด อับดุลการีม นาญีบ
9. ศ.ดร.มุสตอฟา อัลอัรญาวีย์ นักวิชาการชาวอิรัค (เพราะ ประเทศอิรัคมีการขุดศพมุสลิมมากมาย)

สำหรับตำราศาสนาของปราชญ์อิสลามในอดีตเกี่ยวกับการชันสูตรศพนั้นปรากฏว่าไม่ พบหลักฐานใดๆ ที่ระบุชัดเจนถึงการห้ามหรืออนุมัติในการขุดศพเพื่อชันสูตรศพที่ได้ฝังไป แล้วหรือการชันสูตรศพของมุสลิมที่พึ่งเสียชีวิต แต่เราจะพบทรรศนะของบรรดานักปราชญ์ด้านนิติศาสตร์อิสลามเกี่ยวกับสองกรณี กรณีที่หนึ่งการผ่าศพหญิงมีครรภ์ (ที่เสียชีวิต) เพื่อ เอาทารกที่ยังมีชีวิตอยู่ในครรภ์ออกมาและอีกรณีหนึ่งคือการผ่าท้องศพเพื่อ เอาทรัพย์เงินทองบางอย่าง ที่เขาได้กลืนเข้าไปก่อนตายออกมาคืนแก่ผู้เป็นเจ้าของ (เจ๊ะเหล๊าะ แขกพงศ์. "อิสลามกับการชันสูตรศพ" . ไคโรสาร, 2538 : 34)

(1) อัลกุรอาน : บทอัลอิสรออฺ : ประโยคที่ 70
(2) วจนะศาสดามุฮัมมัด : บันทึกโดยอิม่ามดาวุด หมายเลข 3207
(3) วจนะศาสดามุฮัมมัด : บันทึกโดยอิม่ามบุคอรีย์ ในฟัตฮุลบารีย์ของอิบนฺหะญัร 3/258
(4) วจนะศาสดามุฮัมมัด : บันทึกโดยอิม่ามอัฏฏอบรอนีย์
(5) โปรดดูเพิ่มเติมใน
1. http://www.islamselect.com/php2/print_art.php?ref=24990&rb=0
2. http://alwaei.com/topics/view/article.php?sdd=820&issue=474)
3. http://saaid.net/Doat/Najeeb/f113.htm

(6) โปรดดูเพิ่มเติมใน http://saaid.net/Doat/Najeeb/f113.htm
(7)โปรดดูเพิ่มเติมใน
1. http://www.islamweb.net/ver2/Fatwa/ShowFatwa.php?lang=A&Id=6777&Option= FatwaId
2. http://www.islamselect.com/php2/print_art.php?ref=24990&rb=0
3. http://alwaei.com/topics/view/article.php?sdd=820&issue=474
4. http://www.almoslim.net/rokn_elmy/show_question_main.cfm?id=25634
5. http://saaid.net/Doat/Najeeb/f113.htm
6. http://www.safwanet.net/vb/showthread.php?t=9192
7. http://www.ebaa.net/khaber/2003/05/26/khaber04.htm
8. http://alwaei.com/topics/current/article.php?issue=517&sdd=343
9. http://www.islamweb.net/php/php_arabic/ShowFatwa.php?lang=A&Id=19135& Option=FatwaId

3. ทัศนะของบรรดานักปราชญ์ด้านนิติศาสตร์อิสลามในอดีต เกี่ยวการผ่าศพ

ก. สำนักกฎหมายอิสลามฮานาฟี (1)

นักปราชญ์สำนักคิดนี้เช่น อิม่ามอิบนุ อาบิดีน และกลุ่มนักปราชญ์แห่งประเทศอินเดียมีทัศนะว่าศาสนาอนุโลมเกี่ยวกับทั้งสอง กรณีไม่ว่ากรณีที่หนึ่งที่ให้ผ่าท้องเพื่อช่วยเหลือทารกได้ เพราะการช่วยชีวิตทารกมีความสำคัญและจำเป็นยิ่งกว่าการให้เกียรติ ส่วนกรณีที่สองก็เป็นที่อนุโลมเช่นกันเพราะการผ่าศพเพื่อเอาทรัพย์ของผู้ อื่นคืนเจ้าของเป็นสิ่งจำเป็นกว่าและศพเองได้ทำลายเกียรติแห่งความเป็น มนุษย์ของตัวเองให้เสื่อมเสียไปแล้วแต่ อิบนุอัลนะญีม มีความคิดแย้งในกรณีที่สองเพราะความมีเกียรติของศพมีค่ากว่าทรัพย์ (2)

ข.สำนักกฎหมายอิสลามมาลิกี (3)

นักปราชญ์สำนักคิดนี้เช่นอิม่าม ซะฮฺนูนและอับดุลวะฮฮาบมีทัศนะว่าศาสนาอนุโลมเกี่ยวกับทั้งสองกรณี แต่ท่านอิม่ามอับดุลวะฮฮาบได้วางเงื่อนไขว่าทารกจะต้องมีอายุครบ 7 เดือนและแพทย์มั่นใจว่าเมื่อผ่าแล้วเด็กจะต้องปลอดภัย ส่วนท่านชัยคฺอุลัยชฺกลับมีความคิดเห็นไม่อนุญาตในกรณีที่หนึ่งเพราะท่านมอง ว่า ความไม่แน่นอนว่าเด็กจะปลอดภัยหรือไม่ ด้วยความไม่แน่นอนดังกล่าวการผ่าท้องอาจถือได้ว่าเป็นการทำลายเกียรติยศของ ศพและเป็นเสมือนการกักศพไว้ ห้ามมิให้นำศพไปฝังอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นการค้านกับวจนะศาสดาเพราะท่านศาสดา มุฮัมมัดได้ตรัสว่า "เมื่อมีบุคคลหนื่งเสีย ชีวิต เจ้าจงอย่าอย่ากักขังศพ ทว่าจงรีบนำศพสู่หลุมฝังศพโดยเร่งด่วน" (4)

ค.สำนักกฎหมายอิสลามชาฟิอีย์(5) (มุสลิมส่วนใหญ่ในประเทศมาเลเซียและไทยยึดสำนักคิดนี้เป็น แนวปฏิบัติ)

เหล่านักปราชญ์ของสำนักคิดนี้เช่นท่านอิบนุหะญัร ,นาวาวีย์ และคอเต็บ อัรชัรบีนีย์ มีความคิดเห็นสอดคล้องกันว่า อนุญาตให้ผ่าท้องศพสตรีมีครรภ์ หากคาดหมายว่าทารกในท้องยังมีชีวิตอยู่และสามารถนำออกมาได้อย่างปลอดภัย ยิ่งไปกว่านั้นท่านชัยคฺอิบนุหะญัรกล่าวว่า "เป็นสิ่งจำ เป็นที่จะต้องทำเช่นนั้น" และท่านคอเต็บ ชัรบีนีย์มีความคิดเห็นยืนยันว่าแม้ศพสตรีได้ถูกฝังไปแล้วหากคาดหมายว่าทารก ยังชีวิตอยู่และมีอายุเกินกว่า 6 เดือนขึ้นไปให้ขุดศพและผ่าท้องศพนั้นเพื่อเอาทารกในครรภ์ออกมาเพราะการ ดำเนินการเช่นนี้ถือว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติต่อศพก่อนที่จะฝังเสีย อีก แต่หากไม่คาดหวังว่าทารกจะยังมีชีวิตอยู่ก็ไม่จำเป็นต้องขุด ในกรณีของการกลืนทรัพย์ก็เช่นเดียวกับการอนุโลมการขุดศพและผ่าท้องได้หากศพ ได้ถูกนำฝังก่อนผ่าเอาทรัพย์ออก (6)

ง.สำนักกฎหมายอิสลามฮัมบาลีย์ (7)

บรรดานักปราชญ์ในสำนักคิดนี้มีทัศนะที่แตกต่างกันเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่อ งฃองการผ่าท้องศพสตรีที่มีครรภ์โดยท่านสุไลมาน อัลมักดีชีย์ กล่าวว่า เมื่อหญิงมีครรภ์ ถึงความตายให้ผ่าท้องของนางเพื่อเอาทารกในครรภ์ออกมา หากคาดหมายว่าทารกยังมีชีวิตอยู่และไม่สามารถจะนำออกมาทางช่องคลอดได้ แต่ส่วนใหญ่ของนักปราชญ์ในสำนักคิดนี้มีทัศนะว่าไม่อนุญาตให้ผ่า และปล่อยศพค้างไว้จนกว่าทารกในครรภ์จะถึงความตาย แล้วจึงนำไปฝังศพ

ท่านอิบนุ กุดามะฮฺมีความคิดเห็นว่า ไม่อนุมัติให้ผ่าท้องศพหญิงมีครรภ์ แต่ให้หมอผดุงครรภ์ใช้มือล้วงช่องคลอดเพื่อนำทารกออกมาตามช่องปกติเพราะการ ผ่าท้องถือเป็นการหลบลู่เกียรติของศพพร้อมกันนั้นไม่อาจยืนยันได้ว่า ทารกในครรภ์ยังมีชีวิตอยู่เสมอไปก็หาไม่ การลบหลู่เกียรติยศของศพโดยมีเหตุผลเพียงเพื่อช่วยทารกที่ยังไม่แน่นอนว่าจะ มีชีวิตอยู่จึงไม่เป็นที่อนุโลม (8)

สาเหตุที่ปราชญ์หลายคนตามสำนักคิดนี้ที่ไม่อนุโลมการผ่าศพสตรีนั้น เราสามารถวิเคราะห์ได้ว่า น่าจะมาจากไม่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดในสมัยนั้นประการหนึ่ง ซึ่งแน่นอนในกรณีนี้หากยินยอมให้ผ่าก็ย่อมเป็นผลร้ายแก่ทารกและเป็นการลบ หลู่เกียรติยศของศพอีกด้วยและอีกประการหนึ่งอาจเป็นสาเหตุมาจากตัวทารกเอง ที่ไม่อยู่ในสภาพอันคาดหวังว่าจะมีชีวิตอยู่ซึ่งหากยินยอมในกรณีนี้บางทีอาจ นำไปสู่การทำให้ศพเสียรูปทรงซึ่งเป็นการลบหลู่ศพ

ส่วนการผ่าศพเพื่อเอาทรัพย์ของเจ้าของคืนนั้น นักปราชญ์ตามสำนักคิดนี้ก็ยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันด้วยแต่แนวทางที่มี หลักฐานและเหตุผลชัดเจนกว่าคือแนวทรรศนะที่เห็นว่า อนุโลมการผ่าศพเพื่อเป็นการคุ้มครองคุณค่าแห่งทรัพย์ที่ถูกขโมยและรักษา สิทธิผู้ที่ถูกลิดรอน แต่หากเจ้าของทรัพย์ให้อภัยก็ห้ามมิให้ทำการผ่าศพ

จากความคิดเห็นของปราชญ์ด้านนิติศาสตร์ทั่วโลกทั้งอดีตและปัจจุบัน มีทัศนะว่าการขุดศพเพื่อชันสูตรที่ได้ฝังไปแล้วและการชันสูตรศพของมุสลิมที่ พึ่งเสียชีวิต เป็นสิ่งต้องห้ามแต่หากสถานการณ์มีความจำเป็น เช่นเห็นคุณประโยชน์อันใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้นทั้งในแง่การดำเนินคดีและในทาง การแพทย์จึงอนุโลมให้ทำการชันสูตรพลิกศพเป็นกรณีพิเศษ ที่จำเป็นจริงๆ และได้รับการยินยอมจากผู้ปกครองของศพ ทั้งการชันสูตรจะต้องเอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของผู้รู้ทางศาสนาอิสลามและการ ปฏิบัติต้องเป็นไปอย่างนิ่มนวลละมุนละไม ให้ความเคารพและเกียรติศพพร้อมทั้งต้องระมัดระวังไม่กระทำใดๆ อันเป็นการลบหลู่เกียรติยศของศพและเมื่อเสร็จสิ้นการชันสูตรแล้วให้รีบรวบ รวมชิ้นส่วนของศพทั้งหมดเพื่อนำไปฝังตามหลักการศาสนา ด้วยเหตุผลสนับสนุนดังนี้

1. ส่วนใหญ่ของปราชญ์ในอดีตมีทรรศนะว่า การผ่าศพสตรีที่มีครรภ์เพื่อช่วยเหลือทารกให้อยู่รอดก็ดี หรือการผ่าศพเพื่อเอาทรัพย์คืนแก่เจ้าของถึงแม้ได้ฝังไปแล้วก็ดีล้วนเป็นที่ อนุโลม ทั้งนี้โดยคำนึงถึงคุณประโยชน์ที่จะได้รับจาการช่วยชีวิตทารกและปกป้องมิให้ ทรัพย์สูญเปล่า ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าความเสื่อมเสียที่จะเกิดแก่เกียรติยศของความเป็น มนุษย์ของศพ โดยใช้หลักทฤษฎีทางนิติศาสตร์อิสลาม (เกาะ วาอิดดุลฟิกฮฺตามหลักศาสนาอิสลาม) ซึ่งบรรดาปราชญ์อิสลามในอดีตได้ วางหลักและกฏไว้เพื่อตัดสินปัญหาต่างๆด้านศาสนาไม่ว่าปัญหาจะเคยเกิดหรือ ปัญหาใหม่ๆ ที่เกิดตามยุคสมัยต่างๆ ขึ้น

หลักทฤษฎีดังกล่าวคือหลักที่ว่าด้วย "อันตราย ร้ายแรงยิ่งย่อมสิ้นไปด้วยภัยที่ด้อยกว่า" ในกรณีข้างต้น การผ่าท้องศพแน่นอนจะต้องเป็นภัยแก่ศพและหากไม่ผ่าก็ย่อมเป็นอันตรายต่อ ชีวิตทารกหรือทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งในทั้งสองประการคือ การผ่าท้องศพและการไม่ผ่าล้วนเป็นภัยอันตรายทั้งสิ้น แต่เนื่องจากภัยในประการหลังมีอันตรายร้ายแรงยิ่งกว่าประการแรกจึงอนุญาตให้ ผ่าเพื่อปกป้องและคุ้มครองชีวิตทารกแม้จะกระทบกระเทือนแก่เกียรติยศของศพ บ้างก็ตาม

การชันสูตรศพ การผ่าศพและแยกธาตุต่างๆนั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกับกรณีของการผ่าท้องศพ ดังกล่าวมาแล้วและการขุดศพทีเสียชีวิตไปแล้วตามทัศนะของท่านคอเต็บ ชัรบีนีย์ที่มีความคิดเห็นยืนยันว่าแม้ศพสตรีได้ถูกฝัง นำไปสู่ หลักเกณฑ์และวิธีการวินิจฉัยก็เป็นไปในรูปแบบเดียวกัน

ดังนั้นในภาวะจำเป็นเพื่อทราบถึงสาเหตุแห่งการเสียชีวิต การขุดศพเพื่อการชันสูตร การชันสูตรศพ การผ่าศพและแยกธาตุย่อมได้รับการอนุโลมจากหลักการศาสนาให้ทำได้

ทั้งนี้ด้วยการเล็งเห็นถึงคุณประโยชน์อันใหญ่หลวงที่จะเกิดจากการนั้น ทั้งแง่ในการดำเนินคดีและในทางการแพทย์เมื่อเปรียบเทียบกับความเสื่อมเสีย เกียรติที่จะเกิดแก่ศพ แต่การอนุโลมให้ทำดังกล่าวเป็นการอนุมัติในกรณีพิเศษเฉพาะในกรณีจำเป็นจริงๆ และได้รับการยินยอมจากผู้ปกครองของศพ ทั้งการชันสูตรจะต้องเอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของผู้รู้ทางศาสนาอิสลามและการ ปฏิบัติต้องเป็นไปอย่างนิ่มนวลละมุนละไม ให้ความเคารพและเกียรติศพพร้อมทังต้องระมัดระวังไม่กระทำใดๆอันเป็นการลบ หลู่เกียรติยศของศพและเมื่อเสร็จสิ้นการชันสูตรแล้วให้รีบรวบรวมชิ้นส่วนของ ศพทั้งหมดเพื่อนำไปฝังตามหลักการศาสนา

2. มีคำวินิฉัย (ฟัตวา) ของสถาบันและนัก วิชาการในโลกมุสลิมมากมายยืนยันการอนุโลม

(1 ) สำนักกฎหมายอิสลามซึ่งปฏิบัติตามอิหม่ามอบูหะนีฟะฮฺ (ฮ.ศ. 80 -150) ท่านมีชื่อเต็มว่า อันนุอฺะมาน อิบนุษาบิต เกิดที่เมืองกูฟะฮฺ ประเทศอิรัค สิ้นชีพ ณ กรุงแบกแดด ประเทศอิรัค เป็นปราชญ์ด้านนิติศาตร์อิสลามผู้ยิ่งใหญ่ หนึ่ง ใน สี่ ของโลกอิสลาม เจ้าของมัษฺฮับ (สำนักกฎหมาย) หะนาฟีย์ ซึ่งมีผู้สังกัดมัษฺฮับของท่านมากมายทั่วโลก หนังสือal - Fikr al - Akhbar เป็นหนังสืออุศูลุดดีนที่เป็นที่รู้จักของอุลามาอ์ทั่วโลก( Abu Zuhrah, n. d. Muhammad. n.d. Tarikh al - Madhahib al -Islamiah. Cairo : Dar al-Fikr al- Arabi : 329 - 362 ; สมาน มาลีพันธ์, ม.ป.ป. อิหม่ามทั้งสี่. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : ส. วงศ์เสงี่ยม.: 8-38 )

(2) โปรดดูเพิ่มเติมในหนังสือ Rod al-Muktar Ala Rod al-Muktar 1/628, al- Ashbah wa al- Nazoir หน้า 88 และ al- Fatwa al-Hind ,5/360

(3) สำนักกฎหมายอิสลามซึ่งปฏิบัติตามอิหม่ามมาลิก (ฮ.ศ. 93-179)ท่าน มีชื่อเต็มว่ามาลิก อิบนุอะนัส อิบนุมาลิก อิบนุอะบีอะมีรฺ อิบนุอัมรฺ เกิดและสิ้นชีพ ณ เมืองมะดีนะฮฺ ประเทศซาอุดิอาระเบีย เป็นอุลามาอ์ฟิกฮฺ ผู้ยิ่งใหญ่ หนึ่งใน สี่ ของโลกอิสลาม เจ้าของ มัษฺฮับมาลิกีย์ ซึ่งมีผู้สังกัดทั่วโลก ท่านแต่งหนังสือหลายเล่ม หนังสือที่เป็นที่รู้จักกันในหมู่อุลามาอ์มากที่สุดหนังสือ al-Muwatta ซึ่งเป็นหนังสือหะดีษ และฟิกฮฺ (Abu Zuhrah, n. d. Muhammad. n.d. Tarikh al - Madhahib al - Islamiah. Cairo : Dar al-Fikr al - Arab: 366-406; สมาน มาลีพันธ์, ม.ป.ป. อิหม่ามทั้งสี่. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : ส. วงศ์เสงี่ยม : 49 - 82)

(4) วจนะศาสดามุฮัมมัด : บันทึกโดยอิม่ามอัฏฏอบรอนีย์และ โปรดดูเพิ่มเติมในหนังสือ Fatwa al- Shayk Alish หน้า130 และ al- Sharh al-Sogir ala Akrab al-Masalik หน้า 1/192)

(5) สำนักกฎหมายอิสลามซึ่งปฏิบัติตามอิหม่ามชาฟิอีย์ (ฮ.ศ.150-204) ท่าน มีชื่อเต็มว่า อบูอับดุลลอฮฺ มุฮัมมัด อิบนุอิดริส อิบนุอัลอับบาส อิบนุอุสมาน อิบนุชาฟิอีย์ เกิดที่ฉนวนกาซา ดินแดน ปาเลสไตน์ สิ้นชีพ ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ เป็นอุลามาอ์ฟิกฮฺผู้ยิ่งใหญ่หนึ่งในสี่ของโลกอิสลาม เจ้าของมัษฺฮับชาฟิอีย์ ซึ่งมีผู้สังกัดทั่วโลก ท่านเป็นศิษย์เอกของอิหม่ามมาลิก ท่านมีผลงานการแต่งหนังสืออย่างมากมาย เช่น al-Risalah และ al-Um เป็นหนังสือฟิกฮฺ (al - Baihaki, Abu Bakr Ahmad, 1991. Marifat al - Sunan wa al - Athar. Berut : Dar al - Kutub al - Ilmiah: 2/23-29 )

(6) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน Tuhfat al- Muhtaj หน้า 3/203 ,al-Majmua หน้า 5/300 Mughni al-Muhtaj หน้า 1/207)

(7) สำนักกฎหมายอิสลามซึ่งปฏิบัติตามอิหม่ามอิหม่ามอะหฺมัด อิบนุฮัมบัล (ฮ.ศ.164 - 241) มีชื่อเต็มว่า อะหฺมัด อิบนุฮัมบัล อิบนุหิลาล เกิดและสิ้นชีพ ณ กรุงแบกแดด ประเทศอิรัก ท่านเป็นอุลามาอ์ฟิกฮฺผู้ยิ่งใหญ่หนึ่งในสี่ของโลกอิสลาม เป็นเจ้าของมัษฺฮับฮัมบะลีย์ ซึ่งมีผู้สังกัดมากมายทั่วโลก ท่านอิหม่ามไม่แต่งหนังสือฟิกฮฺเลย แต่ทัศนะต่างๆ ของท่านนั้นได้รับการถ่ายทอดจากสานุศิษย์ของท่าน เพราะท่านกลัวว่าประชาชนจะสนใจหนังสือของท่านจนลืมกุรอานและหะดีษดังนั้น ท่านจึงได้แต่งหนังสือหะดีษจนเป็นที่รู้จักถึงทุกวันนี้คือal-Musnad (Abu Zuhrah, n. d. Muhammad. n.d. Tarikh al - Madhahib al - Islamiah. Cairo : Dar al-Fikr al - Arab: 451-504)

(8) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน Tashih al-Furua หน้า 691 al-Mughni หน้า 2/413

4. กรณีศึกษาภาคใต้ของประเทศไทย

เหตุการณ์ภาคใต้มีผู้เสียมากมายเช่นปริศนาการเสียชีวิต 85 ศพ ในเหตุการณ์ประท้วงที่สถานีตำรวจอำเภอตากใบ (1) ใน อดีตหรือการเสียชีวิตในที่อื่นๆ ในภาคใต้ในสภาวะปัจจุบันซึ่งเป็นภาวะไม่ปกติและการเสียชีวิตอย่างปริศนาอื่น อีกในอนาคตนั้น ผู้เขียนมีทัศนะว่า การชันสูตรศพน่าจะเป็นทางออกอีกวิธีหนึ่งที่จะได้ทราบปริศนาของการตาย (2)
ดังนั้นสำนักจุฬาราชมนตรีหรือสำนักงานคณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ชมรมอุลามาอฺ (3) องค์ เอกชนมุสลิมอื่น เครือข่ายการทำงานเพื่อประชาชนต่างๆ น่าจะนำแนวคิดการชันสูตรศพไปพิจารณาและวางกรอบเพื่อง่ายต่อหน่วยงานของรัฐ, เอกชนและประชาชนในการปฏิบัติเพราะกฎหมายอิสลามเหมาะสมแก่ทุกยุคทุกสมัย หลักการบางอย่างมีความยืดหยุ่นเปิดกว้างให้มุสลิมมีความสะดวกในการเลือก ปฏิบัติ จึงเป็นหน้าที่ของมุสลิมที่จะต้องหมั่นศึกษาเพื่อทราบถึงข้อบัญญัติทางศาสนา ว่ากว้างขวางและแคบเพียงใดเพื่อการมีชีวิตอยู่อย่างสะดวกสบาย ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญหนึ่งของอิสลามและเพื่อปัญหาบางอย่างที่มักจะเกิดขึ้น ระหว่างมุสลิมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐเช่นการชันสูตรศพจะได้หมดไป อีกทั้งเพื่อความยุติธรรมแห่งกฎหมายจะได้แผ่กระจายครอบคลุมถึงคนทั้งชาติโดย ไม่เลือกว่าจะนับถือศาสนาใด

(1) 25/10/47
(2) อันเนื่องมาจากชุมชนมุสลิมยังมีความเข้าใจว่าต้องรีบทำพิธีฝังศพตามหลัก ศาสนาภายใน 24 ชั่วโมงทำให้ภาครัฐไม่สามารถชันสูตรศพได้ และ นี่คือทัศนะของผู้เขียนที่ศึกษาเปรียบเทียบเกี่ยวกับหลักการศาสนาซึ่งอาจมี นักวิชาการด้านศาสนาคนอื่นแย้งก็เป็นสิทธิที่จะกระทำได้หากอยู่บนหลักทาง วิชาการศาสนา (3) ผู้รู้ด้านอิสลามศึกษา

5. สรุป

ในภาวะจำเป็นเพื่อทราบถึงสาเหตุแห่งการเสียชีวิต การขุดศพเพื่อการชันสูตร การชันสูตรศพ การผ่าศพและแยกธาตุซึ่งนักวิชาการมุสลิมยอมรับ ทั้งนี้ด้วยการเล็งเห็นถึงคุณประโยชน์อันใหญ่หลวงที่จะเกิดจากการนั้นทั้ง แง่ในการดำเนินคดีและในทางการแพทย์เมื่อเปรียบเทียบกับความเสื่อมเสีย เกียรติที่จะเกิดแก่ศพ แต่การอนุโลมให้ทำดังกล่าวเป็นการอนุมัติในกรณีพิเศษเฉพาะในกรณีจำเป็นจริงๆ และได้รับการยินยอมจากผู้ปกครองของศพ ทั้งการชันสูตรจะต้องเอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของผู้รู้ทางศาสนาอิสลามและการ ปฏิบัติต้องเป็นไปอย่างนิ่มนวลละมุนละไม ให้ความเคารพและเกียรติศพพร้อมทังต้องระมัดระวังไม่กระทำใดๆ อันเป็นการลบหลู่เกียรติยศของศพและเมื่อเสร็จสิ้นการชันสูตรแล้วให้รีบรวบ รวมชิ้นส่วนของศพทั้งหมดเพื่อนำไปฝังตามหลักการศาสนา


นายอับดุชชะกูร์ บิน ชาฟิอีย์ ดินอะ(อับดุลสุโก ดินอะ)
ผู้ช่วยผู้จัดการโรงเรียนจริยธรรมศึกษามูลนิธิ อ.จะนะ จ.สงขลา
อาจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
Shukur2003@yahoo.co.uk
http://www.oknation.net/blog/shukur

ลุกมานสอนลูก : บทเรียนและแนวปฏิบัติ

ความหมายอัลกุรอานซูเราะฮฺ ลุกมาน โองการ 12-19

12. และโดยแน่นอน เราได้ให้ฮิกมะฮฺ แก่ลุกมานว่า จงขอบพระคุณต่ออัลลอฮฺ และผู้ใดขอบคุณแท้จริงเขาก็ขอบคุณตัวของเขาเอง และผู้ใดปฏิเสธแท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงร่ำรวยและทรงได้รับการสรรเสริญ

13. และจงรำลึกเมื่อลุกมานได้กล่าวแก่บุตรของเขา โดยสั่งสอนเขาว่า “โอ้ลูกเอ๋ย เจ้าอย่าได้ตั้งภาคีใดๆต่ออัลลอฮฺ เพราะแท้จริงการตั้งภาคีนั้นเป็นความผิดอย่างมหันต์โดยแน่นอน

14. และเราได้สั่งการมนุษย์เกี่ยวกับบิดามารดาของเขา โดยมีมารดาของเขาได้อุ้มครรภ์เขาอ่อนเพลียลงครั้งแล้วครั้งเล่า และการหย่านมของเขาในระยะเวลาสองปี เจ้าจงขอบคุณข้า และบิดามารดาของเจ้า ยังเรานั้นคือการกลับไปสู่

15. และถ้าเขาทั้งสองบังคับเจ้าให้ตั้งภาคีต่อข้า โดยที่เจ้าไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น เจ้าอย่าได้เชื่อฟังปฏิบัติตามเขาทั้งสอง และจงอดทนอยู่กับเขาทั้งสองในโลกนี้ด้วยการทำความดีและจงปฏิบัติตามทางของ ผู้ที่กลับไปสู่ข้า และยังเรานั้นคือทางกลับของพวกเจ้า ดังนั้น ข้าจะบอกแก่พวกเจ้าในสิ่งที่พวกเจ้าได้กระทำไว้

16. โอ้ลูกเอ๋ย แท้จริง (หากว่าความผิดนั้น) มันจะหนักเท่าเมล็ดผักสักเมล็ดหนึ่ง มันจะซ่อนอยู่ในหิน หรืออยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายหรืออยู่ในแผ่นดิน อัลลอฮฺก็จะทรงนำมันออกมาแท้จริง อัลลอฮฺเป็นผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงรอบรู้ยิ่ง

17. โอ้ลูกเอ๋ย เจ้าจงดำรงไว้ซึ่งการละหมาดและจงใช้กันให้กระทำความดี และจงห้ามปรามกันให้ละเว้นการทำความชั่ว และจงอดทนต่อสิ่งที่ประสบกับเจ้า แท้จริง นั่นคือส่วนหนึ่งจากกิจการที่หนักแน่น มั่นคง

18. และเจ้าอย่าหันแก้ม (ใบหน้า) ของเจ้าให้แก่ผู้คนอย่างยะโส และอย่าเดินไปตามแผ่นดินอย่างไร้มารยาท แท้จริง อัลลอฮฺ มิทรงชอบทุกผู้หยิ่งจองหอง และผู้คุยโวโอ้อวด

19.และเจ้าจงก้าวเท้า ของเจ้าพอประมาณและจงลดเสียงของเจ้าลง แท้จริง เสียงที่น่าเกลียดยิ่งคือเสียง (ร้อง) ของลา
ลุกมานคือใคร ?

- คือบุคคลที่อัลลอฮฺกล่าวถึงในอัลกุรอาน และเป็นชื่อซูเราะฮฺลำดับที่ 31

- ลุกมานเป็นทาสชาวเอธิโอเปีย มีอาชีพเป็นช่างไม้ (ความเห็นของ Ibnu Abbas)

- ลุกมานเป็นชาวซูดาน มีร่างกายที่แข็งแรง อัลลอฮฺทรงประทานฮิกมะฮฺ(วิทยปัญญา)แก่เขา แต่ไม่แต่งตั้งเขาให้เป็นนบี (ความเห็นของ Said bin Musayyab)

- ลุกมานเป็นทาสที่ศอลิหฺ ไม่ใช่นบี มีริมฝีปากหนา เท้าใหญ่และเป็นผู้ตัดสินคดี (ผู้พิพากษา) ชาวบะนีอิสรออีล (ความเห็นของ Mujahid) ในสมัยนบีดาวูด

- เจ้านายเคยสั่งใช้ให้ลุกมาน เชือดแพะตัวหนึ่งและให้เขาเก็บเนื้อที่ดีที่สุดจำนวน 2 ชิ้น ลุกมานจึงเก็บลิ้นและหัวใจ พอเวลาผ่านไประยะหนึ่ง เจ้านายได้สั่งให้เขาเชือดแพะอีกตัวหนึ่งพร้อมสั่งให้เก็บเนื้อที่ไม่ดีที่ สุดจำนวน 2 ชิ้น ลุกมานจึงเก็บลิ้นและหัวใจ เช่นเดียวกัน เมื่อเจ้านายถามเหตุผลของการกระทำดังกล่าว ลุกมานจึงตอบว่าไม่มีอวัยวะอื่นใดที่ประเสริฐสุดมากกว่าลิ้นและหัวใจ ถ้าหากทั้งสองอยู่ในสภาพดี และไม่มีอวัยวะอื่นใดที่ชั่วช้ามากกว่าลิ้นและหัวใจ หากทั้งสอง อยู่ในสภาพที่ชั่วร้าย
คุณสมบัติของลุกมานอัล-หะกีม

- เป็นคนที่ศอลิห

- อัลลอฮฺทรงประทานฮิกมะฮฺให้แก่เขา ซึ่งทำให้เขามีสติปัญญาอันเฉียบแหลม มีความรู้ที่ลุ่มลึก และมีคำพูดที่เต็มไปด้วยสาระและความหมาย

- มีอะกีดะฮฺที่ถูกต้อง เข้าใจในศาสนา
ฐานสำคัญของการอบรมลูก

1. ฐานแห่งอะกีดะฮฺ

2. ฐานแห่งอิบาดะฮฺ

3. ฐานแห่งคุณธรรมจริยธรรม

จากรากฐานทั้ง 3 ประการดังกล่าวข้างต้น ลุกมานได้สั่งเสียแก่ลูกให้ยึดมั่นคำสอน 10 ประการดังนี้
1) จงอย่าตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ (يَابُنَيَّ لا تُشْرِكْ بِالله )

มาตรการและแนวปฏิบัติ

- พ่อแม่ต้องสั่งสอนและอบรมลูกให้มีอะกีดะฮฺที่ถูกต้อง มอบความรักต่ออัลลอฮฺ รักท่านนบี วงศ์วานของท่านนบี และรักการอ่านอัลกุรอาน ดังหะดีษที่รายงานโดยอัต-เฏาะบะรอนี ความว่า “ท่านจงอบรมบรรดาลูกๆของ ท่านใน 3 ประการ คือให้มีความรักต่อนบีของพวกท่าน ให้มีความรักต่อวงศ์วานของนบี และให้มีความรักในการอ่านอัลกุรอาน”

- การอะซานและอิกอมะฮฺแก่ทารกแรกเกิด

- จงเปิดหูลูกน้อยของท่านด้วยคำกล่าวว่า “ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ (ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ)” (รายงานโดยอัล-หากิม)

- การป้องกันกลลวงและภัยคุกคามจากชัยฏอนด้วยวิธีการดังนี้ :

* อ่านดุอาก่อนมีเพศสัมพันธ์กับภรรยา

* ดุอาให้แก่ลูก เช่น

أُعِيْذُكَ بِكَلِمَاتِ الله التَّامَّةِ مِنْ كُلِّ شَيْطَانٍ وَهَامَّةٍ وَمِنْ كُلِّ عَيْنٍ لامَّةٍ

* อ่านซูเราะฮฺอิคลาศ อัลฟะลัก และอันนาส พร้อมเป่าทั่วร่างกายของลูก

* ระมัดระวังไม่ให้ลูกออกจากบ้านในเวลาค่ำคืนโดยเฉพาะช่วงพลบค่ำเพราะช่วงดัง กล่าวญินมักกระจายเพ่นพ่านเป็นจำนวนมาก(ความหมายหะดีษรายงานโดยอัล-บุคอรี)

* หลีกเลี่ยงจากความเชื่อและประเพณีที่นำไปสู่ชิรกฺ อาทิ ความเชื่อในโชคลาง เวทมนต์ ไสยศาสตร์ หมอดู ประเพณีต่างๆที่นิยมปฏิบัติช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดที่ขัดกับอิสลาม ความเชื่อในการตั้งชื่อที่มีผลต่อสุขภาพเด็ก

* ไม่เชื่อในสิ่งปาฏิหาริย์ของนวนิยายอันไร้สาระ ความเชื่อในภูตผี ปีศาจ

2) จงทำความดีต่อพ่อแม่ (ووَصَّيْنَا الإنسَانَ بِوَالِدَيْهِ .....)

มาตรการ และแนวปฏิบัติ

- ลูกไม่สามารถทดแทนบุญคุณของพ่อได้เว้นแต่เขาเจอพ่อในสภาพที่เป็นทาส และเขาจ่ายค่าตัวของพ่อพร้อมทั้งปล่อยพ่อเป็นไท (หะดีษ)

- ลูกต้องทำความดีต่อแม่มากกว่าพ่อถึง 3 เท่า (ความหมายจากหะดีษ)

- เชื่อฟังพ่อแม่ตราบใดที่ท่านไม่สั่งใช้ให้กระทำสิ่งที่ขัดกับหลักการอิสลาม

- พ่อแม่ต้องให้ความยุติธรรมต่อบรรดาลูกๆแม้กระทั่งสิ่งเล็กๆน้อยๆ เช่นการจุมพิต การมอบของขวัญ การซื้อเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายเป็นต้น พ่อแม่ไม่ควรเป็นต้นเหตุให้บรรดาลูกๆ ต้องเนรคุณและมีเรื่องบาดหมางระหว่างกันเนื่องจากความไม่ยุติธรรมและความ ลำเอียงของพ่อแม่

- ห่างไกลจากการเป็นลูกเนรคุณ ที่มีสัญญานต่างๆ 33 ประการ ดังนี้

1. ทำให้พ่อแม่เสียใจหรือเสียน้ำตาเนื่องจากคำพูด การกระทำหรือพฤติกรรม

2. ตะคอก ทะเลาะวิวาทหรือขึ้นเสียงต่อหน้าพ่อแม่

3. กล่าวคำว่า “อุฟ” ดื้อหรือไม่ทำตามคำสั่งใช้ของพ่อแม่

4. หน้าบูดบึ้ง ขมวดคิ้ว แสดงไม่พอใจพ่อแม่

5. มองพ่อแม่ด้วยหางตา หรือมองด้วยสายตาแสดงความไม่พอใจ

6. สั่งใช้พ่อแม่ทำสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ของท่าน เช่น ซักเสื้อผ้าของเรา หุงหาอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามท่านแก่ชรา แต่ถ้าหากทั้งสองยินดีให้ความช่วยเหลือด้วยความสมัครใจก็ไม่ถือว่าเนรคุณ แต่ลูกๆ ควรตอบแทนด้วยการขอบคุณและดุอาแก่ท่านทั้งสองตลอดเวลา

7. ตำหนิอาหารที่เตรียมโดยคุณแม่ การกระทำเช่นนี้ มีความผิด 2 ประการ ประการแรก ฝ่าฝืนสุนนะฮฺท่านนบี(ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) เพราะท่าน นบีฯไม่เคยตำหนิอาหารเลย หากท่านชอบ ท่านก็จะทานอาหารนั้น หากท่านไม่ชอบ ท่านจะไม่ทานโดยไม่ตำหนิอะไรเลย ประการที่สอง แสดงกิริยามารยาทที่ไม่ดีต่อคุณแม่

8. ไม่ช่วยเหลือพ่อแม่ทำงานบ้าน เช่น ซักเสื้อผ้า หุงอาหาร เลี้ยงดูน้องๆ เป็นต้น

9. ตัดคำพูดของพ่อแม่ กล่าวหาพ่อแม่ว่าพูดโกหกหรือโต้เถียงกับพ่อแม่

10. ไม่ปรึกษาหารือพ่อแม่ ไม่ขออนุญาตพ่อแม่ยามออกนอกบ้านหรือเที่ยวตามบ้านเพื่อน

11. ไม่ขออนุญาตยามเข้าห้องนอนพ่อแม่

12. ชอบเล่าเรื่องที่สร้างความไม่สบายใจแก่พ่อแม่

13. ทำลายชื่อเสียงหรือนินทาพ่อแม่ลับหลัง

14. แช่งหรือด่าพ่อแม่ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ด่าพ่อแม่ทางตรงคือด่าพ่อแม่ต่อหน้าทั้งสอง ส่วนด่าพ่อแม่ทางอ้อมคือการที่เราด่าพ่อแม่เพื่อนของเราและเพื่อนคนนั้นก็ ด่าพ่อแม่เรากลับ ดังนั้นคำด่าของเพื่อนเราเปรียบเสมือนเราด่าพ่อแม่โดยทางอ้อมเพราะเราเป็น ต้นเหตุที่ทำให้เพื่อนด่าพ่อแม่เรา

15. นำพาสิ่งหะรอมเข้ามาในบ้าน เช่น เครื่องดนตรี ทำให้พ่อแม่พลอยรับความไม่ดีจากสิ่งหะรอมนั้นด้วย

16. กระทำสิ่งหะรอมต่อหน้าพ่อแม่ เช่น สูบบุหรี่ ฟังเพลง ไม่ละหมาด ไม่ลุกขึ้นเมื่อทั้งสองปลุกให้ตื่นละหมาด

17. ทำให้ชื่อเสียงพ่อแม่ด่างพร้อยเพราะการกระทำของเรา เช่น เมื่อลูกๆชอบลักเล็กขโมยน้อย ติดยาเสพติด เล่นการพนัน ซิ่งมอเตอร์ไซค์ ทำให้พ่อแม่ต้องอับอายหรือเสียชื่อเสียงไปด้วย

18. ทำให้พ่อแม่ยากลำบาก บางครั้งพ่อแม่ต้องระเหเร่ร่อนตามหาลูกๆที่หนีออกจากบ้านหรือต้องขึ้นลงโรง พักเพื่อให้ประกันลูกๆที่กระทำผิดกฎหมายซึ่งสร้างความลำบากแก่พ่อแม่เป็น อย่างยิ่ง ทำให้พ่อแม่เสียเวลาและเงินทองเพื่อเป็นธุระแก่ลูกรัก

19. ออกจากบ้านหรือเที่ยวบ้านเพื่อนเป็นเวลานาน ทำให้พ่อแม่เป็นห่วง บางทีพ่อแม่ต้องการความช่วยเหลือจากลูกหรือประสบกับความยากลำบากและเหน็ด เหนื่อยจากการทำงานหนัก แต่ลูกๆกำลังสนุกสนานกับเพื่อนๆที่สถานเริงรมย์หรืองานเลี้ยงฉลองในโอกาส ต่างๆ

20. ชอบให้พ่อแม่ทำโน่นทำนี่เป็นประจำ ให้ซื้อของเป็นประจำ และไม่รักษาสิ่งของที่พ่อแม่ซื้อ คะยั้นคะยอพ่อแม่ซื้อสิ่งของที่แพงๆทั้งที่พ่อแม่มีรายได้ที่ไม่เพียงพอ

21. รักภรรยาหรือสามีมากกว่าพ่อแม่ ทะเลาะกับพ่อแม่เนื่องจากภรรยาหรือสามีที่ไม่ดี อ่อนโยนต่อภรรยาหรือสามี แต่แข็งกร้าวต่อหน้าพ่อแม่

22. ปลีกตัวจากพ่อแม่ ไม่อาศัยอยู่พร้อมกันกับพ่อแม่โดยเฉพาะยามที่ทั้งสองแก่เฒ่า

23. ลูกบางคนรู้สึกอับอายหรือกระดากใจที่จะแนะนำพ่อแม่ให้คนอื่นรู้จัก บางครั้งก็ไม่ยอมรับเป็นพ่อแม่ของตนเองเนื่องจากต้องการปิดบังรากเหง้าของตน เอง

24. ตบตีหรือทำร้ายพ่อแม่

25. ให้พ่อแม่พำนักที่บ้านพักคนชราหรือสถานสงเคราะห์คนชราโดยที่ลูกๆไม่ยอมดูแล และปรนนิบัติพ่อแม่ เรามักได้ยินว่าพ่อแม่มีความสามารถเลี้ยงลูก 10 คนได้ แต่บางทีลูกทั้ง 10 คน ไม่สามารถดูแลปรนนิบัติพ่อแม่ได้

26. ไม่ให้ความสำคัญต่อกิจการของพ่อแม่ ไม่แนะนำหรือตักเตือนพ่อแม่ยามที่ทั้งสองผิดพลาดหรือกระทำบาป

27. ตระหนี่ขี้เหนียวและไม่ยอมใช้จ่ายแก่พ่อแม่แต่ชอบแสดงตนเป็นคนใจกว้างยาม เข้าสังคมกับเพื่อนๆ

28. ชอบทวงบุญคุณที่ได้กระทำต่อพ่อแม่ ทั้งๆที่พ่อแม่ไม่เคยทวงบุญคุณของตนเองที่ได้กระทำต่อลูกๆเลย

29. ขโมยทรัพย์สินเงินทองของพ่อแม่ หลอกใช้เงินของพ่อแม่

30. ชอบทำตัวงอแงจนเกินเหตุ ทำให้พ่อแม่ไม่สบายใจ เช่น เวลาป่วยไข้ก็มักจะทำไม่สบายจนเกินเหตุ เป็นต้น

31. ทิ้งพ่อแม่อาศัยที่บ้านตามลำพัง โดยที่ตนเองอาศัยที่อื่นโดยไม่ขออนุญาตพ่อแม่ก่อน

32. ลูกบางคนตั้งภาวนาให้พ่อแม่ห่างไกลให้พ้นจากตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อพ่อแม่ป่วยเป็นโรคหรือแก่ชรา

33. ลูกบางคนยอมแม้กระทั่งต้องฆ่าพ่อแม่เนื่องจากความโกรธเคือง เมาหรือหวังมรดกของพ่อแม่

3) จงเจริญรอยตามกลุ่มผู้ศรัทธาและบรรดาผู้ได้รับทางนำ (وَاتَّبِعْ سَبِيْلَ مَنْ أَنَابَ إِلَيَّ)

มาตรการและแนวปฏิบัติ

- คบเพื่อนที่ดี ห่างไกลจากเพื่อนที่ไม่ดี

- บุคคลย่อมมีนิสัยและมีพฤติกรรมที่เหมือนกับเพื่อนผู้ใกล้ชิดของเขา ดังนั้นท่านจึงมองเพื่อนผู้ใกล้ชิดของเขา ท่านก็จะรู้นิสัยที่แท้จริงของบุคคลนั้น (หะดีษรายงานโดยอัต-ติรมีซีย์)

- ระมัดระวังแนวคิด คำสอนหรือทฤษฎีที่คิดค้นโดยบรรดาผู้ปฏิเสธอัลลอฮฺ ไม่ให้เข้ามามีอิทธิพลต่อความคิดของลูกๆ เช่นทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วินที่เชื่อว่ามนุษย์มีต้นกำเนิดมาจากลิง ทฤษฎีของซิกส์มัน ฟรอยด์ที่พยายามเกี่ยวโยงพฤติกรรมของมนุษย์กับเซ็กส์ ทฤษฎีแม็คคิววิลลี่ที่สอนให้มนุษย์ทำอะไรด้วยวิธีการใดก็ได้ ถ้าหากมีวัตถุประสงค์ที่ดี (ดังกรณีหวยบนดิน การเปิดบ่อนคาสิโนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือการใช้วิชามารเพื่อเอาชนะการเลือกตั้ง เป็นต้น)

- ศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางของผู้ที่อัลลอฮฺทรงประทานฮิดายัต เช่น บรรดานบี บรรดาเศาะฮาบะฮฺ บรรดาศอลิฮีน เป็นต้น “เศาะฮาบะฮฺของฉันเปรียบเสมือนดวงดาว ท่านจะพบกับทางนำตราบใดที่ท่านยึดมั่นปฏิบัติตามดาวดวงใดดวงหนึ่งในจำนวนดวง ดาวเหล่านั้น” (ราย งานโดยอัล-บัยฮะกีย์) อิบนุ มัสอูด กล่าวว่า ใครก็ตามที่ต้องการเอาเยี่ยงอย่าง ก็จงปฏิบัติตามเยี่ยงอย่างของบรรดาเศาะฮาบะฮฺของท่านนบีมูฮำมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน)

- ระมัดระวังและสอดส่องพฤติกรรมของลูกมิให้ตกเป็นเหยื่อของการลอกเลียนต้นแบบ อันจอมปลอม อาทิ ดารานักแสดง นักร้อง นักกีฬาที่มีประวัติด่างพร้อย สื่อลามกอนาจาร สื่ออิเล็กโทรนิกส์ทั้งหลาย เว็บไซต์ แช็ตรูม มือถือ เป็นต้น พ่อแม่ต้องรู้เท่าทันโลกและรู้เท่าทันลูกด้วย

ที่มา http://www.tsacairo.com/content_id158.html

วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2552

พระองค์ทรงสร้างมนุษย์มาจากดินโดยไม่มีผู้ใดกล้าปฏิเสธ


อัลลอฮ์ (ซุบฮานุฮูว่าตะอาลา) ได้ทรงตรัสไว้ว่า

﴿الذى أحسن كل شئ خلقه وبدأ خلق الإنسان من طين * ثم جعل نسله من سلالة من ماء مهين * ثم سواه ونفخ فيه من روحه وجعل لكم السمع والأبصار والأفئدة قليلا ما تشكرون﴾

ความว่า: “พระองค์ทรงประทานความงามแก่ทุกๆสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างไว้ และทรงเริ่มสร้างมนุษย์จากดินโคลน, หลังจากนั้น ทรงสร้างเผ่าพันธุ์ของเขามาจากเชื้อจากน้ำอันไร้เกียรติ, หลังจากนั้น พระองค์ทำให้เขามีรูปร่างสมบูรณ์ และเป่าลงไปในเขา จากวิญญาณของพระองค์ และพระองค์ทรงสร้างให้พวกเจ้าได้ยินและได้เห็นและให้มีจิตใจ (สติปัญญา) เป็นส่วนน้อยเหลือเกินที่พวกเจ้าจะขอบคุณ” (ซูเราะฮฺอัสสะญะดะฮฺ โองการที่ 7-9)

จากโองการนี้ ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์นั้นเกิดมาจากดิน โดยมีหลักฐานยืนยันทางด้านวิทยาศาสตร์ดังต่อไปนี้

1. ความคล้ายคลึงกันระหว่างองค์ประกอบทางเคมีในร่างกายมนุษย์และองค์ประกอบของดิน

ร่างกายมนุษย์เราประกอบด้วย

- น้ำ54% ถึงมากกว่า70%

- โปรตีน 11% -17 %

- ไขมัน 14% -26%

- คาร์โบไฮเดรท 1%

- ธาตุอื่นๆที่ไม่ใช่ธาตุชีวภาค 5% -6%

โดยแต่ละธาตุจะกลับไปยังองค์ประกอบหลักดังนี้

- Oxygen 65% - Sodium 1%

- Calcium 1.4% - Nitrogen 3%

- Brimstone 2% - Chlorine 1%

- Carbon 18% - Potassium 18%

- Hydrogen 10% - Magnesium 00.045%

- Phosphorous 7% - องค์ประกอบอื่นๆอีก00.014%

และบางองค์ประกอบอื่นๆที่เหลือนั้นก็คือ copper – iodine – fluorine – bromine – iron – zinc – chrome – cobalt – nickel – tin – silicon – aluminum – molybdenum – magnet – vanadium ธาตุเหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบของร่างกายมนุษย์และก็เป็นองค์ประกอบของดิน(ดินที่มีน้ำผสม)ด้วยเช่นกัน.

2. ร่างกายของมนุษย์มีการเจริญเติบโตด้วยกับธาตุสารในอาหารที่มาจากดิน.

รากต้นไม้และพืชผักจะทำหน้าที่ดูดซับน้ำและแร่ธาตุที่อยู่ในดินจนทำให้ส่วนต่างๆ ของพืชมีการเจริญเติบโตและออกผลผลิตซึ่งมนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่างก็ใช้ชีวิตโดยการรับเอาแร่ธาตุที่อยู่ในดินจากพืชมาอีกที และนี้คือวิทยปัญญาของพระองค์อัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) ซึ่งพระองค์ได้สร้างพืชพันธ์ธัญหารมาก่อนมนุษย์และสัตว์ เพราะพืชคือสื่อเดียวที่จะทำหน้าที่เปลี่ยนแร่ธาตุในดินให้เป็นธาตุสารในอาหารซึ่งจำเป็นที่มนุษย์และสัตว์จะต้องรับเอาธาตุสารอาหารเหล่านี้เข้าไป แน่นอนอัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) ทรงยืนยันถึงความเป็นจริงไว้ก่อนไว้ก่อนหน้านี้ถึง 1425 ปีมาแล้วซึ่งพระองค์ได้ทรงตรัสเอาไว้ในซูเราะฮฺตอฮา โองการที่ 55

﴿منها خلقناكم وفيها نعيدكم ومنها نخرجكم تارة أخرى﴾

ความว่า: “จากแผ่นดินเราได้บังเกิดพวกเจ้า และ ณ แผ่นดินนั้น เราจะให้พวกเจ้ากลับคืนไป และจากแผ่นดินนั้น เราจะให้พวกเจ้ากลับออกมาอีกครั้งหนึ่ง”

วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ความเห็นของนักวิทยาศาสตร์ในเรื่องปาฏิหาริย์ทางวิทยาศาสตร์ในพระคัมภีร์กุรอาน:



ต่อไปนี้คือความคิดเห็นบางประการของนักวิทยาศาสตร1ที่เกี่ยวกับปาฏิหาริย์ทางวิทยาศาสตร์ในพระคัมภีร์กุรอาน ความเห็นทั้งหมดเหล่านี้ได้นำมาจากวีดีโอเทปในหัวข้อเรื่อง This is the Truth ในวีดีโอเทปชุดนี้ ท่านจะได้ชมและได้ฟังนักวิทยาศาสตร์ท่านต่างๆ กล่าวข้อคิดเห็นดังต่อไปนี้

1) Dr. T. V. N. Persaud ศาสตราจารย์สาขากายวิภาควิทยา นรีเวชวิทยา ศาสตราจารย์สาขากุมารเวชศาสตร์และสุขภาพเด็ก และศาสตราจารย์สาขาสูติศาสตร์และวิทยาศาตร์เกี่ยวกับการสืบพันธุ์ของมหาวิทยาลัยมานิโบตา (University of Manitoba) ,วินนิเพค , มานิโบตา ประเทศแคนาดา ณ ที่แห่งนั้น เขาได้ดำรงตำแหน่งประธานแผนกกายวิภาควิทยาถึง 16 ปี . เขามีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ในสาขาวิชานี้ เขาเป็นนักเขียนหรือบรรณาธิการให้กับตำราเรียนถึง 22 เล่ม อีกทั้งยังจัดพิมพ์เอกสารทางวิทยาศาสตร์ถึง 181 ชิ้น ในปี พ.ศ. 2534 เขาได้รับรางวัลบุคคลที่น่าชื่นชมที่สุดในสาขากายวิภาคของประเทศแคนนาดา นั่นคือรางวัล J.C.B Grant Award จากสมาคมนักกายวิภาควิทยาแคนนาดา (Canadian Association of Anatomists) เมื่อเขาถูกถามเกี่ยวกับปาฏิหาริย์ทางวิทยาศาสตร์ในพระคัมภีร์กุรอานซึ่ง เขาได้ทำการวิจัยมาแล้ว เขากล่าวดังต่อไปนี้ :

“ที่ข้าพเจ้าเข้าใจก็คือว่า พระมูหะหมัดเป็นเพียงมนุษย์ปุถุชนธรรมดาเท่านั้นเอง พระองค์อ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้ แท้ที่จริงแล้ว พระองค์เป็นคนไม่รู้หนังสือ และเรากำลังจะพูดถึงเรื่องราวเมื่อหนึ่งพันสองร้อยปี (จริงๆ แล้วต้องหนึ่งพันสี่ร้อยปี) มาแล้ว ท่านเคยพบกับผู้ได้ที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่แถลงและกล่าวถ้อยคำได้อย่างน่าทึ่ง อีกทั้งยังตรงกับลักษณะทางวิทยาศาสตร์อย่างน่าฉงนอีกด้วย และโดยส่วนตัวแล้ว ข้าพเจ้าไม่อาจมองเรื่องนี้ว่าเป็นเพียงเรื่องบังเอิญได้ เนื่องจากมีความถูกต้องแม่นยำสูง และอย่างที่ Dr. Moore ได้กล่าวไว้ ข้าพเจ้าเชื่อได้อย่างสนิทใจว่าเรื่องนี้เป็นการดลใจหรือเป็นการเปิดเผยจาก พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งทำให้พระองค์ทรงทราบถึงถ้อยแถลงเหล่าน.

ศาสตราจารย์ Persaud ได้นำโคลงบางบทที่อยู่ในพระคัมภีร์กุรอานและพระดำรัสของพระศาสดามูหะหมัด iมารวมไว้ในหนังสือบางเล่มของเขาด้วย อีกทั้งยังนำเสนอโคลงและพระดำรัสของพระศาสดามูหะหมัด ในที่ประชุมอีกหลายแห่งด้วย.

2) Dr. Joe Leigh Simpson ผู้ซึ่งเป็นประธานแผนกสูติวิทยาและนรีเวชวิทยา ศาสตราจารย์ในสาขาสูติวิทยาและนรีเวชวิทยา อีกทั้งยังเป็นศาตราจารย์ในสาขาวิชาโมเลกุลและพันธุศาสตร์ของมนุษย์ที่ วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์เบย์เลอร์ (Baylor College of Medicine), ฮุสตัน, เท็กซัส สหรัฐอเมริกา อดีตเคยเป็นศาสตราจารย์ในสาขาสูติ-นรีเวชวิทยาและประธานแผนกสูติ-นรีเวช วิทยาที่มหาวิทยาลัยเทนเนสซี่ (University of Tennessee), เม็มพิส, เทนเนสซี่, สหรัฐอเมริกา. อีกทั้งยังเคยเป็นประธานสมาคมการเจริญพันธุ์ของแห่งอเมริกา (American Fertility Society) อีกด้วย เขาได้รับรางวัลเกียรติยศมากมาย รวมทั้งรางวัลบุคคลดีเด่นจากสมาคมศาสตราจารย์ด้านสูติวิทยาและนรีเวชวิทยา (Association of Professors of Obstetrics and Gynaecology) ในปี พ.ศ. 2535 ศาตราจารย์ Simpson ได้ทำการศึกษาพระดำรัสของพระศาสดามูหะหมัด สองประโยคดังนี้:

{พวกเจ้าทุกคน ส่วนประกอบทั้งหมดที่ก่อกำเนิดขึ้นเป็นตัวพวกเจ้านั้นมาจากการหล่อหลอมเข้าด้วยกันในมดลูกของมารดาโดยใช้เวลาสี่สิบวัน...}2

{เมื่อตัวอ่อนผ่านพ้นไปเป็นเวลา สี่สิบสองคืนแล้ว พระผู้เป็นเจ้าจะทรงส่งเทพเจ้าไปที่ตัวอ่อนดังกล่าว เพื่อตบแต่งรูปทรงและสร้างสรรหู ตา ผิวหนัง เนื้อ และกระดูก....}3

เขาได้ทำการศึกษาพระดำรัสทั้งสองของพระศาสดามูหะหมัด อย่าง ละเอียด ได้ความว่า ในสี่สิบวันแรกของการก่อตัว เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นช่วงกำเนิดตัวอ่อน เขารู้สึกประทับใจเป็นอย่างมากในความถูกต้องและแม่นยำของพระดำรัสของพระ ศาสดามูหะหมัด . หลังจากนั้น ในระหว่างการประชุมที่แห่งหนึ่ง เขาได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวดังต่อไปนี้:

“ดังนั้นฮาดีธส์ (hadeeths) ทั้งสอง (พระดำรัสของพระศาสดามูหะหมัด ) ที่กล่าวถึงนี้ ได้ทำให้เราทราบถึงตารางเวลาที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนในเรื่องพัฒนาการที่ สำคัญของตัวอ่อนก่อนระยะเวลาสี่สิบวัน. และอีกครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าคิดว่ามีวิทยากรท่านอื่นๆ ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ซ้ำไปแล้วเมื่อเช้านี้ว่า ฮาดีธส์เหล่านี้ได้ไม่อาจได้มาโดยอาศัยความรู้ในทางวิทยาศาสตร์ซึ่งมีอยู่ใน ยุคสมัยที่เขียนถ้อยคำเหล่านี้ขึ้นมา..........เขาพูดต่อว่า. . . . ข้าพเจ้าคิดว่า นอกจากจะไม่มีความขัดแย้งกันระหว่างเรี่องราวเกี่ยวกับพันธุศาสตร์และศาสนา แล้ว ศาสนายังสามารถชี้ทางให้กับเรื่องทางวิทยาศาสตร์ได้ด้วยการเปิดเผยสิ่งที่ เกี่ยวกับด้านวิทยาศาสตร์บางเรื่องในสมัยโบราณได้อีกด้วย อย่างเช่นข้อความที่จารึกไว้ในพระคัมภีร์กุรอาน ซึ่งได้แสดงให้เห็นในอีกหลายศตวรรษต่อมาว่าเป็นความจริง ซึ่งเป็นการสนับสนุนว่าองค์ความรู้ที่อยู่ในพระคัมภีร์อัลกุรอานนั้น ได้รับการถ่ายทอดมาจากพระผู้เป็นเจ้า .”

3) Dr. E. Marshall Johnson ศาตราจารย์กิตติมศักดิ์ในสาขากายวิภาควิทยาและการพัฒนาทางด้านชีววิทยา ณ มหาวิทยาลัยธอมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson University), ฟิลาเดลฟีย, เพนน์ซิลเวอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ที่แห่งนั้น เขาเป็นศาสตราจารย์ในสาขากายวิภาควิทยาเป็นเวลา 22 ปี เป็นประธานแผนกกายวิภาควิทยาและผู้อำนวยการของสถาบันแดเนียล โบห์ (Daniel Baugh Institute) อีกทั้งเขายังเป็นประธานของสมาคมวิทยาเทราโต (Teratology 0f the Society) เขามีงานเขียนมากกว่า 200 ชิ้น ในปี พ.ศ. 2524 ในระหว่างการประชุมทางการแพทย์ในกรุงแดมแมม ประเทศซาอุดิอาระเบีย ศาสตราจารย์ Johnson ได้กล่าวถึงการนำเสนอที่เกี่ยวกับงานค้นคว้าของเขาว่า:

“พอสรุปได้ว่า พระคัมภีร์กุรอานไม่ได้อธิบายไว้แต่เพียงการพัฒนารูปร่างภายนอกเท่านั้น แต่ยังเน้นย้ำถึงช่วงระยะการพัฒนาอวัยวะภายใน ระยะต่างๆ ภายในตัวอ่อน ทั้งการสร้างและการพัฒนาของตัวอ่อน โดยเน้นย้ำถึงขั้นตอนสำคัญๆ ซึ่งได้รับการยอมรับจากวิทยาศาสตร์ร่วมสมัยอีกด้วย.”

เขายังได้กล่าวอีกด้วยว่า “ในฐานะที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ ข้าพเจ้าจึงสามารถดำเนินงานกับสิ่งที่ข้าพเจ้ามองเห็นได้เท่านั้น ข้าพเจ้าเข้าใจชีววิทยาของตัวอ่อนและการพัฒนาการได้ ข้าพเจ้าเข้าใจพระดำรัสที่แปลมาจากพระคัมภีร์กุรอานได้ อย่างที่ข้าพเจ้าได้เคยยกตัวอย่างไปก่อนหน้านี้แล้ว ถ้าข้าพเจ้าจำต้องสับเปลี่ยนตัวของข้าพเจ้าเองกลับไปยังยุคสมัยก่อนนั้น โดยที่มีความรู้ดังเช่นในปัจจุบันนี้ และเมื่อให้ข้าพเจ้าอธิบายสิ่งต่างๆ ข้าพเจ้าก็ไม่อาจอธิบายสิ่งต่างๆ ที่ได้อธิบายไปแล้วได้อีก. ข้าพเจ้ายังไม่เห็นพยานหลักฐานใดที่จะใช้หักล้างแนวความคิดที่ว่า ปัจเจกชนอย่างเช่น พระมูหะหมัด ต้องได้รับการพัฒนาข้อมูลเหล่านี้มาจากสถานที่แห่งหนึ่งแห่งใด ดังนั้น ข้าพเจ้ายังไม่เห็นมีอะไรในที่นี้ที่จะขัดแย้งกับแนวความคิดที่ว่า ในงานเขียนของพระองค์ ต้องมีพระผู้เป็นเจ้าเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเป็นแน่แท้.”4

4) Dr. William W. Hey เป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านทะเลที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง เขาเป็นศาสตราจารย์ในสาขาวิทยาศาสตร์ทางธรณีวิทยาของมหาวิทยาลัยโคโลราโด (University of Colorado), โบลเดอร์, โคโลราโด สหรัฐอเมริกา อดีตเคยดำรงตำแหน่งคณบดีของคณะวิทยาศาสตร์ทางทะเลและสภาพบรรยากาศ ณ มหาวิทยาลัยไมอามี่ (University of Miami), ไมอามี่, ฟลอริด้า, สหรัฐอเมริกา หลังจากที่ได้หารือกับศาสตราจารย์ Hey เกี่ยวกับข้อความในพระคัมภีร์กุรอานซึ่งกล่าวถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทะเล ที่มีการค้นพบเมื่อไม่นานมานี้ เขากล่าวว่า:

“ข้าพเจ้าพบว่ามันเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก จริงๆ ที่ว่าข้อมูลชนิดดังกล่าวพบอยู่ในคัมภีร์ที่เก่าแก่อย่างพระคัมภีร์กุรอาน และข้าพเจ้าไม่มีทางที่จะทราบว่าข้อมูลเหล่านั้นมาจากที่ใด แต่ข้าพเจ้าคิดว่า มันน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งที่มีข้อมูลดังกล่าวนี้อยู่ในคัมภีร์นั้น และงานนี้ยังคงเดินหน้าค้นหาความหมายที่อยู่ในบางตอนของคัมภีร์ต่อไป” และเมื่อเขาถูกถามเกี่ยวกับแหล่งที่มาของพระคัมภีร์กุรอาน เขาตอบว่า “เอ่อ ข้าพเจ้าคิดว่าคัมภีร์นั้นคงจะต้องเป็นเทวโองการอย่างแน่นอน”

5) Dr. Gerald C. Goeringer ผู้อำนวยการหลักสูตรและรองศาสตราจารย์ในสาขาตัวอ่อนวิทยาทางการแพทย์ประจำ แผนกชีววิทยาด้านเซลล์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ (Georgetown University), วอชิงตัน, โคลัมเบีย, สหรัฐอเมริกา ในระหว่างการประชุมทางการแพทย์แห่งซาอุดิอารเบีย ครั้งที่แปด ในกรุงริยาดห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ศาสตราจารย์ Goeringer ได้กล่าวดังต่อไปนี้ในการนำเสนอผลงานทางด้านวิจัยของเขา:

“มีอะยาห์ (aayahs) (โคลงในพระคัมภีร์กุรอาน) อยู่เพียงไม่กี่บทเท่านั้นที่มีคำอธิบายที่ค่อนข้างครอบคลุมทุกด้านของการ พัฒนาของมนุษย์ตั้งแต่ระยะที่มีการปฏิสนธิไปจนถึงระยะการพัฒนาอวัยวะ ไม่เคยมีการบันทึกที่เกี่ยวกับการพัฒนาการของมนุษย์ที่มีความชัดเจนและ สมบูรณ์แบบมาก่อน อย่างเช่น การแบ่งประเภท คำศัพท์เฉพาะทาง และคำอรรถาธิบาย “ ตัวอย่างส่วนใหญ่ แต่ไม่ทั้งหมด คือการอรรถาธิบายนั้นเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าไว้หลายศตวรรษ ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกที่เกี่ยวกับระยะต่างๆ ของตัวอ่อนมนุษย์และการพัฒนาการของทารกในครรภ์ซึ่งได้บันทึกไว้ในวรรณกรรม ทางด้านวิทยาศาสตร์สมัยโบราณ.”

6) Dr. Yoshihide Kozai ศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ของมหาวิทยาลัยโตเกียว (Tokyo University), ฮองโกะ, โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และเป็นผู้อำนวยการหอดาราศาสตร์แห่งชาติ (National Astronomical Observatory), มิตากะ, โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เขาได้กล่าวว่า:

“ข้าพเจ้ารู้สึกประทับใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้พบกับข้อเท็จจริงด้านดาราศาสตร์ที่มีอยู่ในพระคัมภีร์กุรอาน และสำหรับพวกเราบรรดานักดาราศาสตร์สมัยใหม่ได้ศึกษาค้นคว้าเพียงแค่เสี้ยว เล็กๆ ของจักรวาลเท่านั้น เราได้มุ่งมั่นเพียรพยายามเพื่อทำความเข้าใจเพียงส่วนเล็กๆ เท่านั้น เนื่องจากการใช้กล้องโทรทรรศน์ ทำให้เราสามารถมองเห็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของท้องฟ้า โดยไม่ได้คำนึงถึงทั้งจักรวาลเลย ดังนั้น เมื่ออ่านพระคำภีร์กุรอาน และเมื่อได้ตอบคำถามต่างๆ ข้าพเจ้าจึงคิดว่า ข้าพเจ้าค้นพบวิถีทางที่จะเสาะแสวงหาเรื่องราวของจักรวาลในอนาคตได้แล้ว”

7) ศาสตราจารย์ เตชทัศน์ เตชเสน (Tejatat Tejasen) ประธานแผนกกายวิภาควิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย อดีตเคยดำรงตำแหน่งคณะบดีคณะแพทย์ศาสตร์ของมหาวิทยาลัยดังกล่าว ในระหว่างการประชุมทางการแพทย์แห่งซาอุดิอารเบีย ครั้งที่แปด ในกรุงริยาดห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ศาสตราจารย์เตชทัศน์ได้ยืนขึ้นและกล่าวว่า :

“ในช่วงระยะสามปีที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้ให้ความสนใจในพระคัมภีร์กุรอาน.........จากการศึกษาของข้าพเจ้า และจากสิ่งที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้จากการประชุมในครั้งนี้ ทำให้ข้าพเจ้ามีความเชื่อว่าทุกสิ่งที่จารึกไว้ในพระคัมภีร์กุรอานเมื่อ หนึ่งพันสี่ร้อยปีมาแล้วนั้นจะต้องเป็นความจริง ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เนื่องจากว่าพระศาสดามูหะหมัดนั้นทรงอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้,พระมูหะหมัดจะ ต้องทรงเป็นผู้นำสารซึ่งถ่ายทอดความจริงนี้ ซึ่งต้องมีใครที่มีความเหมาะสมอย่างเช่น พระผู้สร้างเป็นผู้เปิดเผยความรู้นี้ให้แก่พระองค์เพื่อเป็นวิทยาธาน พระผู้สร้างที่ว่านี้จะต้องเป็นพระผู้เป็นเจ้าอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะกล่าว La ilaha illa Allah ไม่มีพระผู้เป็นเจ้าองค์ใดอีกแล้วที่จะควรเคารพบูชานอกเสียจากพระอัลเลาะห์ (พระผู้เป็นเจ้า) Muhammadur rasoolu Allah พระมูหะหมัดคือผู้นำสาร (พระศาสดา) ของพระอัลเลาะห์ (พระผู้เป็นเจ้า) สุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าคงจะต้องขอแสดงความยินดีกับการดำเนินการจนประสบกับความสำเร็จครั้ง ยิ่งใหญ่และยอดเยี่ยมสำหรับการประชุมในครั้งนี้ ...ข้าพเจ้าไม่ได้รับเพียงแต่ความคิดเห็นทางวิทยาศาสตร์และทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังได้มีโอกาสพบกับนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง และได้สร้างมิตรใหม่ๆ กับบรรดาผู้เข้าร่วมประชุมอีกด้วย สิ่งที่มีค่าที่สุดที่ข้าพเจ้าได้จากกับมายัง ณ ที่แห่งนี้คือ La ilaha illa Allah, Muhammadur rasoolu Allah และการได้เข้ามาเป็นชาวมุสลิมคนหนึ่ง.”

หลังจากที่เราได้เห็นตัวอย่างเกี่ยวกับ ปาฏิหาริย์ทางวิทยาศาสตร์ที่อยู่ในพระคัมภีร์กุรอานและข้อคิดเห็นของบรรดา นักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว ขอให้พวกเราลองถามคำถามเหล่านี้กับตัวเราเอง:

n เป็น เรื่องบังเอิญได้หรือไม่ว่าข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในหลากหลายด้านที่ถูกค้นพบ เมื่อไม่นานมานี้ ได้กล่าวไว้ในพระคัมภีร์กุรอานซึ่งถูกเปิดเผยเมื่อสิบสี่ศตวรรษที่ผ่านมา?

n พระมูหะหมัด หรือมนุษย์คนอื่นๆ อาจเป็นผู้ประพันธ์พระคัมภีร์กุรอานนี้ได้หรือไม่?

คำตอบที่เป็นไปได้มีเพียงคำตอบเดียวว่า พระคัมภีร์กุรอานฉบับนี้นั้นจะต้องเป็นพระดำรัสของพระผู้เป็นเจ้าโดยแท้ ซึ่งเปิดเผยโดยพระองค์เอง.


_____________________________

เชิงอรรถ:

(1) หมายเหตุ: อาชีพของนักวิทยาศาสตร์ทุกท่านที่กล่าวไว้ในเว็บไซต์นี้ได้รับการอัพเดทครั้งสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ. 2540.

(2) บรรยายใน Saheeh Muslim เลขที่ 2643 และ Saheeh Al-Bukari เลขที่ 3208
หมายเหตุ: สิ่งที่อยู่ในระหว่างวงเล็บพิเศษเหล่านี้ {…..} ในที่นี้คือ ข้อความที่ได้รับการแปลมาจากสิ่งที่พระมูหะหมัด
ทรงตรัสไว้ อีกทั้งโปรดสังเกตว่าเครื่องหมายนี้ # ที่ใช้ในเชิงอรรถ จะบอกให้ทราบหมายเลขของฮาดีธ ฮาดีธก็คือ รายงานที่เชื่อที่ได้ซึ่งถ่ายทอดมาจากบรรดาสหายของพระศาสดามูหะหมัด ถึงสิ่งที่พระองค์ทรงตรัส ทรงกระทำ หรือทรงอนุญาต.

(3) บรรยายใน Saheeh Muslim เลขที่ 2645.

(4) พระศาสดามูหะหมัด ทรงไม่รู้หนังสือ พระองค์ไม่สามารถอ่านหรือเขียนหนังสือได้ แต่พระองค์ทรงตรัสถึงเรื่องราวในพระคัมภีร์กุรอานให้กับบรรดาสหายของพระองค์ ฟังได้ อีกทั้งยังทรงบัญชาให้สหายบางคนเขียนสิ่งที่ทรงตรัสเหล่านั้นไว้ด้วย.



ความเห็นของนัก วิทยาศาสตร์ในเรื่องปาฏิหาริย์ทางวิทยาศาสตร์ในพระคัมภีร์กุรอาน


ความเห็นของนักวิทยาศาสตร์ในเรื่องปาฏิหาริย์ทางวิทยาศาสตร์ในพระคัมภีร์กุรอาน:

ต่อไปนี้คือความคิดเห็นบางประการของนักวิทยาศาสตร1ที่เกี่ยวกับปาฏิหาริย์ทางวิทยาศาสตร์ในพระคัมภีร์กุรอาน ความเห็นทั้งหมดเหล่านี้ได้นำมาจากวีดีโอเทปในหัวข้อเรื่อง This is the Truth ในวีดีโอเทปชุดนี้ ท่านจะได้ชมและได้ฟังนักวิทยาศาสตร์ท่านต่างๆ กล่าวข้อคิดเห็นดังต่อไปนี้

1) Dr. T. V. N. Persaud ศาสตราจารย์สาขากายวิภาควิทยา ศาสตราจารย์สาขากุมารเวชศาสตร์และสุขภาพเด็ก และศาสตราจารย์สาขาสูติศาสตร์ นรีเวชวิทยา และวิทยาศาตร์เกี่ยวกับการสืบพันธุ์ของมหาวิทยาลัยมานิโบตา (University of Manitoba) ,วินนิเพค , มานิโบตา ประเทศแคนาดา ณ ที่แห่งนั้น เขาได้ดำรงตำแหน่งประธานแผนกกายวิภาควิทยาถึง 16 ปี . เขามีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ในสาขาวิชานี้ เขาเป็นนักเขียนหรือบรรณาธิการให้กับตำราเรียนถึง 22 เล่ม อีกทั้งยังจัดพิมพ์เอกสารทางวิทยาศาสตร์ถึง 181 ชิ้น ในปี พ.ศ. 2534 เขาได้รับรางวัลบุคคลที่น่าชื่นชมที่สุดในสาขากายวิภาคของประเทศแคนนาดา นั่นคือรางวัล J.C.B Grant Award จากสมาคมนักกายวิภาควิทยาแคนนาดา (Canadian Association of Anatomists) เมื่อเขาถูกถามเกี่ยวกับปาฏิหาริย์ทางวิทยาศาสตร์ในพระคัมภีร์กุรอานซึ่ง เขาได้ทำการวิจัยมาแล้ว เขากล่าวดังต่อไปนี้ :

“ที่ข้าพเจ้าเข้าใจก็คือว่า พระมูหะหมัดเป็นเพียงมนุษย์ปุถุชนธรรมดาเท่านั้นเอง พระองค์อ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้ แท้ที่จริงแล้ว พระองค์เป็นคนไม่รู้หนังสือ และเรากำลังจะพูดถึงเรื่องราวเมื่อหนึ่งพันสองร้อยปี (จริงๆ แล้วต้องหนึ่งพันสี่ร้อยปี) มาแล้ว ท่านเคยพบกับผู้ได้ที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่แถลงและกล่าวถ้อยคำได้อย่างน่าทึ่ง อีกทั้งยังตรงกับลักษณะทางวิทยาศาสตร์อย่างน่าฉงนอีกด้วย และโดยส่วนตัวแล้ว ข้าพเจ้าไม่อาจมองเรื่องนี้ว่าเป็นเพียงเรื่องบังเอิญได้ เนื่องจากมีความถูกต้องแม่นยำสูง และอย่างที่ Dr. Moore ได้กล่าวไว้ ข้าพเจ้าเชื่อได้อย่างสนิทใจว่าเรื่องนี้เป็นการดลใจหรือเป็นการเปิดเผยจาก พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งทำให้พระองค์ทรงทราบถึงถ้อยแถลงเหล่าน.

ศาสตราจารย์ Persaud ได้นำโคลงบางบทที่อยู่ในพระคัมภีร์กุรอานและพระดำรัสของพระศาสดามูหะหมัด iมารวมไว้ในหนังสือบางเล่มของเขาด้วย อีกทั้งยังนำเสนอโคลงและพระดำรัสของพระศาสดามูหะหมัด ในที่ประชุมอีกหลายแห่งด้วย.

2) Dr. Joe Leigh Simpson ผู้ซึ่งเป็นประธานแผนกสูติวิทยาและนรีเวชวิทยา ศาสตราจารย์ในสาขาสูติวิทยาและนรีเวชวิทยา อีกทั้งยังเป็นศาตราจารย์ในสาขาวิชาโมเลกุลและพันธุศาสตร์ของมนุษย์ที่ วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์เบย์เลอร์ (Baylor College of Medicine), ฮุสตัน, เท็กซัส สหรัฐอเมริกา อดีตเคยเป็นศาสตราจารย์ในสาขาสูติ-นรีเวชวิทยาและประธานแผนกสูติ-นรีเวช วิทยาที่มหาวิทยาลัยเทนเนสซี่ (University of Tennessee), เม็มพิส, เทนเนสซี่, สหรัฐอเมริกา. อีกทั้งยังเคยเป็นประธานสมาคมการเจริญพันธุ์ของแห่งอเมริกา (American Fertility Society) อีกด้วย เขาได้รับรางวัลเกียรติยศมากมาย รวมทั้งรางวัลบุคคลดีเด่นจากสมาคมศาสตราจารย์ด้านสูติวิทยาและนรีเวชวิทยา (Association of Professors of Obstetrics and Gynaecology) ในปี พ.ศ. 2535 ศาตราจารย์ Simpson ได้ทำการศึกษาพระดำรัสของพระศาสดามูหะหมัด สองประโยคดังนี้:

{พวกเจ้าทุกคน ส่วนประกอบทั้งหมดที่ก่อกำเนิดขึ้นเป็นตัวพวกเจ้านั้นมาจากการหล่อหลอมเข้าด้วยกันในมดลูกของมารดาโดยใช้เวลาสี่สิบวัน...}2

{เมื่อตัวอ่อนผ่านพ้นไปเป็นเวลา สี่สิบสองคืนแล้ว พระผู้เป็นเจ้าจะทรงส่งเทพเจ้าไปที่ตัวอ่อนดังกล่าว เพื่อตบแต่งรูปทรงและสร้างสรรหู ตา ผิวหนัง เนื้อ และกระดูก....}3

เขาได้ทำการศึกษาพระดำรัสทั้งสองของพระศาสดามูหะหมัด อย่าง ละเอียด ได้ความว่า ในสี่สิบวันแรกของการก่อตัว เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นช่วงกำเนิดตัวอ่อน เขารู้สึกประทับใจเป็นอย่างมากในความถูกต้องและแม่นยำของพระดำรัสของพระ ศาสดามูหะหมัด . หลังจากนั้น ในระหว่างการประชุมที่แห่งหนึ่ง เขาได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวดังต่อไปนี้:

“ดังนั้นฮาดีธส์ (hadeeths) ทั้งสอง (พระดำรัสของพระศาสดามูหะหมัด ) ที่กล่าวถึงนี้ ได้ทำให้เราทราบถึงตารางเวลาที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนในเรื่องพัฒนาการที่ สำคัญของตัวอ่อนก่อนระยะเวลาสี่สิบวัน. และอีกครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าคิดว่ามีวิทยากรท่านอื่นๆ ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ซ้ำไปแล้วเมื่อเช้านี้ว่า ฮาดีธส์เหล่านี้ได้ไม่อาจได้มาโดยอาศัยความรู้ในทางวิทยาศาสตร์ซึ่งมีอยู่ใน ยุคสมัยที่เขียนถ้อยคำเหล่านี้ขึ้นมา..........เขาพูดต่อว่า. . . . ข้าพเจ้าคิดว่า นอกจากจะไม่มีความขัดแย้งกันระหว่างเรี่องราวเกี่ยวกับพันธุศาสตร์และศาสนา แล้ว ศาสนายังสามารถชี้ทางให้กับเรื่องทางวิทยาศาสตร์ได้ด้วยการเปิดเผยสิ่งที่ เกี่ยวกับด้านวิทยาศาสตร์บางเรื่องในสมัยโบราณได้อีกด้วย อย่างเช่นข้อความที่จารึกไว้ในพระคัมภีร์กุรอาน ซึ่งได้แสดงให้เห็นในอีกหลายศตวรรษต่อมาว่าเป็นความจริง ซึ่งเป็นการสนับสนุนว่าองค์ความรู้ที่อยู่ในพระคัมภีร์อัลกุรอานนั้น ได้รับการถ่ายทอดมาจากพระผู้เป็นเจ้า .” (

3) Dr. E. Marshall Johnson ศาตราจารย์กิตติมศักดิ์ในสาขากายวิภาควิทยาและการพัฒนาทางด้านชีววิทยา ณ มหาวิทยาลัยธอมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson University), ฟิลาเดลฟีย, เพนน์ซิลเวอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ที่แห่งนั้น เขาเป็นศาสตราจารย์ในสาขากายวิภาควิทยาเป็นเวลา 22 ปี เป็นประธานแผนกกายวิภาควิทยาและผู้อำนวยการของสถาบันแดเนียล โบห์ (Daniel Baugh Institute) อีกทั้งเขายังเป็นประธานของสมาคมวิทยาเทราโต (Teratology 0f the Society) เขามีงานเขียนมากกว่า 200 ชิ้น ในปี พ.ศ. 2524 ในระหว่างการประชุมทางการแพทย์ในกรุงแดมแมม ประเทศซาอุดิอาระเบีย ศาสตราจารย์ Johnson ได้กล่าวถึงการนำเสนอที่เกี่ยวกับงานค้นคว้าของเขาว่า:

“พอสรุปได้ว่า พระคัมภีร์กุรอานไม่ได้อธิบายไว้แต่เพียงการพัฒนารูปร่างภายนอกเท่านั้น แต่ยังเน้นย้ำถึงช่วงระยะการพัฒนาอวัยวะภายใน ระยะต่างๆ ภายในตัวอ่อน ทั้งการสร้างและการพัฒนาของตัวอ่อน โดยเน้นย้ำถึงขั้นตอนสำคัญๆ ซึ่งได้รับการยอมรับจากวิทยาศาสตร์ร่วมสมัยอีกด้วย.”

เขายังได้กล่าวอีกด้วยว่า “ในฐานะที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ ข้าพเจ้าจึงสามารถดำเนินงานกับสิ่งที่ข้าพเจ้ามองเห็นได้เท่านั้น ข้าพเจ้าเข้าใจชีววิทยาของตัวอ่อนและการพัฒนาการได้ ข้าพเจ้าเข้าใจพระดำรัสที่แปลมาจากพระคัมภีร์กุรอานได้ อย่างที่ข้าพเจ้าได้เคยยกตัวอย่างไปก่อนหน้านี้แล้ว ถ้าข้าพเจ้าจำต้องสับเปลี่ยนตัวของข้าพเจ้าเองกลับไปยังยุคสมัยก่อนนั้น โดยที่มีความรู้ดังเช่นในปัจจุบันนี้ และเมื่อให้ข้าพเจ้าอธิบายสิ่งต่างๆ ข้าพเจ้าก็ไม่อาจอธิบายสิ่งต่างๆ ที่ได้อธิบายไปแล้วได้อีก. ข้าพเจ้ายังไม่เห็นพยานหลักฐานใดที่จะใช้หักล้างแนวความคิดที่ว่า ปัจเจกชนอย่างเช่น พระมูหะหมัด ต้องได้รับการพัฒนาข้อมูลเหล่านี้มาจากสถานที่แห่งหนึ่งแห่งใด ดังนั้น ข้าพเจ้ายังไม่เห็นมีอะไรในที่นี้ที่จะขัดแย้งกับแนวความคิดที่ว่า ในงานเขียนของพระองค์ ต้องมีพระผู้เป็นเจ้าเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเป็นแน่แท้.”4 (

4) Dr. William W. Hey เป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านทะเลที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง เขาเป็นศาสตราจารย์ในสาขาวิทยาศาสตร์ทางธรณีวิทยาของมหาวิทยาลัยโคโลราโด (University of Colorado), โบลเดอร์, โคโลราโด สหรัฐอเมริกา อดีตเคยดำรงตำแหน่งคณบดีของคณะวิทยาศาสตร์ทางทะเลและสภาพบรรยากาศ ณ มหาวิทยาลัยไมอามี่ (University of Miami), ไมอามี่, ฟลอริด้า, สหรัฐอเมริกา หลังจากที่ได้หารือกับศาสตราจารย์ Hey เกี่ยวกับข้อความในพระคัมภีร์กุรอานซึ่งกล่าวถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทะเล ที่มีการค้นพบเมื่อไม่นานมานี้ เขากล่าวว่า:

“ข้าพเจ้าพบว่ามันเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก จริงๆ ที่ว่าข้อมูลชนิดดังกล่าวพบอยู่ในคัมภีร์ที่เก่าแก่อย่างพระคัมภีร์กุรอาน และข้าพเจ้าไม่มีทางที่จะทราบว่าข้อมูลเหล่านั้นมาจากที่ใด แต่ข้าพเจ้าคิดว่า มันน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งที่มีข้อมูลดังกล่าวนี้อยู่ในคัมภีร์นั้น และงานนี้ยังคงเดินหน้าค้นหาความหมายที่อยู่ในบางตอนของคัมภีร์ต่อไป” และเมื่อเขาถูกถามเกี่ยวกับแหล่งที่มาของพระคัมภีร์กุรอาน เขาตอบว่า “เอ่อ ข้าพเจ้าคิดว่าคัมภีร์นั้นคงจะต้องเป็นเทวโองการอย่างแน่นอน”

5) Dr. Gerald C. Goeringer ผู้อำนวยการหลักสูตรและรองศาสตราจารย์ในสาขาตัวอ่อนวิทยาทางการแพทย์ประจำ แผนกชีววิทยาด้านเซลล์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ (Georgetown University), วอชิงตัน, โคลัมเบีย, สหรัฐอเมริกา ในระหว่างการประชุมทางการแพทย์แห่งซาอุดิอารเบีย ครั้งที่แปด ในกรุงริยาดห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ศาสตราจารย์ Goeringer ได้กล่าวดังต่อไปนี้ในการนำเสนอผลงานทางด้านวิจัยของเขา:

“มีอะยาห์ (aayahs) (โคลงในพระคัมภีร์กุรอาน) อยู่เพียงไม่กี่บทเท่านั้นที่มีคำอธิบายที่ค่อนข้างครอบคลุมทุกด้านของการ พัฒนาของมนุษย์ตั้งแต่ระยะที่มีการปฏิสนธิไปจนถึงระยะการพัฒนาอวัยวะ ไม่เคยมีการบันทึกที่เกี่ยวกับการพัฒนาการของมนุษย์ที่มีความชัดเจนและ สมบูรณ์แบบมาก่อน อย่างเช่น การแบ่งประเภท คำศัพท์เฉพาะทาง และคำอรรถาธิบาย “ ตัวอย่างส่วนใหญ่ แต่ไม่ทั้งหมด คือการอรรถาธิบายนั้นเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าไว้หลายศตวรรษ ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกที่เกี่ยวกับระยะต่างๆ ของตัวอ่อนมนุษย์และการพัฒนาการของทารกในครรภ์ซึ่งได้บันทึกไว้ในวรรณกรรม ทางด้านวิทยาศาสตร์สมัยโบราณ.”

6) Dr. Yoshihide Kozai ศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ของมหาวิทยาลัยโตเกียว (Tokyo University), ฮองโกะ, โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และเป็นผู้อำนวยการหอดาราศาสตร์แห่งชาติ (National Astronomical Observatory), มิตากะ, โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เขาได้กล่าวว่า:

“ข้าพเจ้ารู้สึกประทับใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้พบกับข้อเท็จจริงด้านดาราศาสตร์ที่มีอยู่ในพระคัมภีร์กุรอาน และสำหรับพวกเราบรรดานักดาราศาสตร์สมัยใหม่ได้ศึกษาค้นคว้าเพียงแค่เสี้ยว เล็กๆ ของจักรวาลเท่านั้น เราได้มุ่งมั่นเพียรพยายามเพื่อทำความเข้าใจเพียงส่วนเล็กๆ เท่านั้น เนื่องจากการใช้กล้องโทรทรรศน์ ทำให้เราสามารถมองเห็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของท้องฟ้า โดยไม่ได้คำนึงถึงทั้งจักรวาลเลย ดังนั้น เมื่ออ่านพระคำภีร์กุรอาน และเมื่อได้ตอบคำถามต่างๆ ข้าพเจ้าจึงคิดว่า ข้าพเจ้าค้นพบวิถีทางที่จะเสาะแสวงหาเรื่องราวของจักรวาลในอนาคตได้แล้ว”

7) ศาสตราจารย์ เตชทัศน์ เตชเสน (Tejatat Tejasen) ประธานแผนกกายวิภาควิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย อดีตเคยดำรงตำแหน่งคณะบดีคณะแพทย์ศาสตร์ของมหาวิทยาลัยดังกล่าว ในระหว่างการประชุมทางการแพทย์แห่งซาอุดิอารเบีย ครั้งที่แปด ในกรุงริยาดห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ศาสตราจารย์เตชทัศน์ได้ยืนขึ้นและกล่าวว่า :

“ในช่วงระยะสามปีที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้ให้ความสนใจในพระคัมภีร์กุรอาน.........จากการศึกษาของข้าพเจ้า และจากสิ่งที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้จากการประชุมในครั้งนี้ ทำให้ข้าพเจ้ามีความเชื่อว่าทุกสิ่งที่จารึกไว้ในพระคัมภีร์กุรอานเมื่อ หนึ่งพันสี่ร้อยปีมาแล้วนั้นจะต้องเป็นความจริง ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เนื่องจากว่าพระศาสดามูหะหมัดนั้นทรงอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้,พระมูหะหมัดจะ ต้องทรงเป็นผู้นำสารซึ่งถ่ายทอดความจริงนี้ ซึ่งต้องมีใครที่มีความเหมาะสมอย่างเช่น พระผู้สร้างเป็นผู้เปิดเผยความรู้นี้ให้แก่พระองค์เพื่อเป็นวิทยาธาน พระผู้สร้างที่ว่านี้จะต้องเป็นพระผู้เป็นเจ้าอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะกล่าว La ilaha illa Allah ไม่มีพระผู้เป็นเจ้าองค์ใดอีกแล้วที่จะควรเคารพบูชานอกเสียจากพระอัลเลาะห์ (พระผู้เป็นเจ้า) Muhammadur rasoolu Allah พระมูหะหมัดคือผู้นำสาร (พระศาสดา) ของพระอัลเลาะห์ (พระผู้เป็นเจ้า) สุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าคงจะต้องขอแสดงความยินดีกับการดำเนินการจนประสบกับความสำเร็จครั้ง ยิ่งใหญ่และยอดเยี่ยมสำหรับการประชุมในครั้งนี้ ...ข้าพเจ้าไม่ได้รับเพียงแต่ความคิดเห็นทางวิทยาศาสตร์และทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังได้มีโอกาสพบกับนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง และได้สร้างมิตรใหม่ๆ กับบรรดาผู้เข้าร่วมประชุมอีกด้วย สิ่งที่มีค่าที่สุดที่ข้าพเจ้าได้จากกับมายัง ณ ที่แห่งนี้คือ La ilaha illa Allah, Muhammadur rasoolu Allah และการได้เข้ามาเป็นชาวมุสลิมคนหนึ่ง.” )

หลังจากที่เราได้เห็นตัวอย่างเกี่ยวกับ ปาฏิหาริย์ทางวิทยาศาสตร์ที่อยู่ในพระคัมภีร์กุรอานและข้อคิดเห็นของบรรดา นักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว ขอให้พวกเราลองถามคำถามเหล่านี้กับตัวเราเอง:

n เป็น เรื่องบังเอิญได้หรือไม่ว่าข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในหลากหลายด้านที่ถูกค้นพบ เมื่อไม่นานมานี้ ได้กล่าวไว้ในพระคัมภีร์กุรอานซึ่งถูกเปิดเผยเมื่อสิบสี่ศตวรรษที่ผ่านมา?

n พระมูหะหมัด หรือมนุษย์คนอื่นๆ อาจเป็นผู้ประพันธ์พระคัมภีร์กุรอานนี้ได้หรือไม่?

คำตอบที่เป็นไปได้มีเพียงคำตอบเดียวว่า พระคัมภีร์กุรอานฉบับนี้นั้นจะต้องเป็นพระดำรัสของพระผู้เป็นเจ้าโดยแท้ ซึ่งเปิดเผยโดยพระองค์เอง.


_____________________________

เชิงอรรถ:

(1) หมายเหตุ: อาชีพของนักวิทยาศาสตร์ทุกท่านที่กล่าวไว้ในเว็บไซต์นี้ได้รับการอัพเดทครั้งสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ. 2540.

(2) บรรยายใน Saheeh Muslim เลขที่ 2643 และ Saheeh Al-Bukari เลขที่ 3208
หมายเหตุ: สิ่งที่อยู่ในระหว่างวงเล็บพิเศษเหล่านี้ {…..} ในที่นี้คือ ข้อความที่ได้รับการแปลมาจากสิ่งที่พระมูหะหมัด
ทรงตรัสไว้ อีกทั้งโปรดสังเกตว่าเครื่องหมายนี้ # ที่ใช้ในเชิงอรรถ จะบอกให้ทราบหมายเลขของฮาดีธ ฮาดีธก็คือ รายงานที่เชื่อที่ได้ซึ่งถ่ายทอดมาจากบรรดาสหายของพระศาสดามูหะหมัด ถึงสิ่งที่พระองค์ทรงตรัส ทรงกระทำ หรือทรงอนุญาต.

(3) บรรยายใน Saheeh Muslim เลขที่ 2645.

(4) พระศาสดามูหะหมัด ทรงไม่รู้หนังสือ พระองค์ไม่สามารถอ่านหรือเขียนหนังสือได้ แต่พระองค์ทรงตรัสถึงเรื่องราวในพระคัมภีร์กุรอานให้กับบรรดาสหายของพระองค์ ฟังได้ อีกทั้งยังทรงบัญชาให้สหายบางคนเขียนสิ่งที่ทรงตรัสเหล่านั้นไว้ด้วย. Back from footnote (4)